"สปสช.-อย." รัดเข็มขัดค่ายา นำร่องบัญชียาหลัก 18 จังหวัด
นพ.วินัย สวัสดิวร รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปี 2549 พบว่า ทั่วโลกมีการใช้ยาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 อย่างเปล่าประโยชน์ ไม่มีความจำเป็น และยังอาจทำให้เกิดโทษ สำหรับประเทศไทยมีการบริโภคยาประมาณปีละ 50,000 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็น ร้อยละ 35 ซึ่งนับว่า สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนเพียง ร้อยละ 10-20 เท่านั้น ทั้งนี้ สปสช.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งพัฒนาคุณภาพระบบการบริการยาและเวชภัณฑ์แบบเครือข่ายร่วมกันโดยนำร่องใน 18 จังหวัดจัดทำ "บัญชียาของจังหวัด" จากบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยเน้นสร้างความเข็มแข็งของคณะกรรมการเภสัชกรรมบำบัดในโรงพยาบาล เพื่อสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลที่แพร่ ลำปาง พิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ราชบุรี นครปฐม ชลบุรี นครนายก ขอนแก่น หนองบัวลำภู สกลนคร นครราชสีมา อุบลราชธานี กระบี่ สงขลา และพัทลุง     อย่างไรก็ตาม ข้อมูล  จากการสำรวจผู้ใช้สิทธิบัตรทองทั่วประเทศจำนวน 13,807 คน ในปี 2549 พบว่า พึงพอใจในคุณภาพการบริการด้านยา ร้อยละ 86.8 ลดลงจากการสำรวจในปี 2548 ซึ่งพึงพอใจ ร้อยละ 91.1 จึงต้องเร่งพัฒนาระบบยา   แบบเครือข่ายระดับจังหวัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพด้านยา โดยมุ่งเน้นการเสริมบทบาทคณะกรรมการยาพัฒนาคุณภาพระบบการบริหารจัดการด้านยา ตามการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาภายในจังหวัด เพื่อสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการ อย.กล่าวว่า ปัจจุบัน อย.อยู่ระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยา ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ เพื่อผู้ใช้ยาเกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศและยา  ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ลดปัญหาจากกรณีที่มีการใช้ยาไม่ได้มาตรฐาน สามารถควบคุมความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ใช้ยาที่เกิดจากปัญหาคุณภาพยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สำหรับบัญชียาแห่งชาติ ปี 2547 ที่ใช้อยู่กันในปัจจุบันมีรายชื่อยาในบัญชียาหลักถึง 948 รายการ และรายชื่อตัวยา 692 รายการ       จึงเชื่อมั่นได้ว่าครอบคลุมพอต่อการดูแลรักษาโรค  "จากการทบทวนปัญหาคุณภาพระบบบริหารจัดการด้านยาระหว่าง อย. ร่วมกับ สปสช. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เห็นว่า การบริหารจัดการระบบยาภายในจังหวัด ของแต่ละจังหวัดมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพบริการด้านยา โดยเฉพาะการจัดทำบัญชียาของจังหวัด    จากบัญชียาหลักแห่งชาติสามารถบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ได้คล่องตัวขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในการรักษา มีการใช้ยาอย่างเหมาะสม และมีอำนาจต่อรองราคายาเพิ่มขึ้น" นพ.ศิริวัฒน์กล่าว มติชน  20  ก.ค.  50