"นวัตกรรม" หรือ "Innovation" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "innovare" ในภาษาละตินซึ่งแปลว่า "ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา"

     ได้เคยบันทึกไว้ครั้งหนึ่งนานแล้วในเรื่อง ความเชื่อลึก ๆ เกี่ยวกับนวัตกรรม วันนี้ต้องขยายความให้เด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเพราะทางพี่เต้ สสจ.ภูเก็ต โทรมาขอให้อธิบายเพิ่ม และอยากได้แนวทางการประเมินความเป็นนวัตกรรมของโครงการต่าง ๆ ที่เป็นการพัฒนาสุขภาพชุมชนที่นั่น จึงขอสาธยายต่อตามที่ได้พยายามรวบรวมและทำความเข้าใจ ทั้งนี้อาจจะยังผิดได้ การจะนไปอ้างอิง ต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันให้มากก่อน ดังนี้

     คำว่า "นวัตกรรม" หรือ "Innovation" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "innovare" ในภาษาละตินซึ่งแปลว่า "ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา" (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ,2547) หรือหากจะพิจารณาตามที่ โทมัส ฮิวส์ (Hughes,1987) ได้ให้ความหมายไว้ก็จะหมายถึง เป็นการนำเอาวิธีการใหม่ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับแล้ว และมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา ทั้งนี้ มอร์ตัน (Morton,1971) ได้ย้ำเน้นว่านวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่จะเป็นการปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบ สำหรับ วิจารณ์ พานิช (2550) ได้ให้ความหมายเชิงขยายความไว้ว่า นวัตกรรมเป็นกระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์และเกิดจากการทำซ้ำ ๆ ขึ้นอยู่กับเครือข่ายทางสังคม  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน การไหลของความรู้และความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง นวัตกรรมได้รับการกระตุ้นโดยความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงและเกิดจากความเข้าใจที่ลึกซึ้งที่รวบรวมผ่านเครือข่ายที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างมีพลวัตและเป็นเครือข่ายเปิด นวัตกรรมเติบโตพัฒนาขึ้นภายในความสัมพันธ์ จากความรู้ที่สร้างขึ้นภายในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้

     ฉะนั้น "นวัตกรรม" จึงเป็น "สิ่งใหม่" ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ส่วนคำที่เกี่ยวข้องอีกคำหนึ่งเมื่อพูดในเชิงระบบคือ "ระบบนวัตกรรม" จึงเป็นกลไกการทำงานของเครือข่าย ภาคี องค์กร หน่วย หรือหน่วยงาน ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในสังคม

     ประเด็นประเภทของการสร้างนวัตกรรมนั้น ภานุ (2546) ได้พยายามแบ่งประเภทของการสร้างนวัตกรรมในองค์กรไว้เป็น 3 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และการจัดการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการแบ่งประเภทจาความคิดเชิงระบบ แต่ยังขาดส่วนสำคัญในประเด็นของข้อมูลสะท้อนกลับ ซึ่งหากพิจารณาในเชิงนวัตกรรมข้อมูลสะท้อนกลับนี้ต้องเป็นข้อมูลที่เป็นตัวองค์ความรู้ (Body of Knowledge) จึงเห็นว่าควรเพิ่มเติมในส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งคือประเด็นความรู้ ฉะนั้นประเภทของนวัตกรรมจึงมี 4 ประเภท คือ 1) นวัตกรรมด้านความรู้ (Knowledge) 2) นวัตกรรมการจัดการ (Management Innovation) 3) นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) และ 4) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product innovation)

     ในประเด็นการพิจารณาความเป็นนวัตกรรมก็จะพิจารณาได้ใน 4 ลักษณะ ตามกระบวนการก่อเกิดเป็นนวัตกรรม คือ 1) นวัตกรรมที่ใช้ทั้งความรู้และวิธีการใหม่ ยังไม่มีใครที่ไหนใช้มาก่อน 2) นวัตกรรมที่ใช้ความรู้ใหม่ โดยมีวิธีการแบบเดิม ๆ ที่เคยใช้กันมาแล้ว และใช้กันอยู่โดยทั่วไป 3) นวัตกรรมที่ใช้ความรู้เดิม แต่ในส่วนของวิธีการเป็นวิธีใหม่ รูปแบบใหม่ ที่ยังไม่มีการใช้ที่ใดมาก่อน และ 4) นวัตกรรมที่ใช้ความรู้เดิม แต่ได้ประยุกต์วิธีการที่มีการใช้กันมาแล้วจากที่อื่น มาใช้ในพื้นที่ใหม่ ทั้งนี้ระดับความเข้มของความเป็นนวัตกรรมนั้นจะเริ่มเข้มข้นมากจากประเภทที่ 1 น้อยลงไปถึงประเภทที่ 4 ตามลำดับ โดยทั้ง 4 ลักษณะข้างต้น เป็นลักษณะการพิจารณาที่คณะทำงานโครงการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิ (2550) และ คณะทำงานจัดทำเกณฑ์ประเมินเพื่อจัดสรรงบประมาณส่งเสริมและป้องกันโรคตามผลการดำเนินงาน (2550) ในเขตภาคใต้ตอนล่าง (ที่พี่ยูซุป นิมะ นำมาประกอบการพิจารณา) นำมาปรับใช้และใช้อยู่ในปัจจุบัน

     สำหรับในเรื่องการจะพิจารณาโครงการที่เป็นนวัตกรรมนั้น คิดเห็นว่าหากมีฐานคิดเพียงให้เป็นไปเพื่อการพัฒนา และต่อยอดการพัฒนาไปเรื่อย ๆ นั้น ก็น่าจะพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของการนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้จริงด้วยเป็นประเด็นสำคัญ ดังนั้นจึงควรพิจารณาลักษณะของความเป็นวัตกรรม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้ 2) ด้านวิธีการ และ 3) ด้านคุณค่าหรือประโยชน์ต่อสังคม โดยให้คะแนนเท่ากับ 2 เท่าหากประเด็นลํกษณะของนวัตกรรมนั้น (3 ประเด็นข้างต้น) เป็นสิ่งใหม่จริง ๆ และให้คะแนนเท่าเดียว หากประเด็นลํกษณะของนวัตกรรมนั้นเป็นการต่อยอดประยุกต์ใช้มาอีกทีหนึ่ง และจะไม่ให้คะแนน หากเป็นเพียงการลอกแบบมาทั้งนี้การกำหนดคะแนนเต็มก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของโครงการว่ามีมากหรือไม่อย่างไร หากมีมากก็ควรจะกำหนดคะแนนเต็มให้มากขึ้น ซึ่งก็จะเกิดความต่างขึ้นในขั้นรายละเอียด และสามารถแยกแยะความต่างนั้นได้ชัดเจนขึ้น