ผมมีข้อสังเกตว่า ผมมีจริตนิยมดำรงชีวิตอยูใน Change mode ผมเข้าไปจับทำเรื่องอะไรก็ตาม ผมจะหาทางเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นหรือสิ่งนั้น โดยหาทางศึกษาทำความเข้าใจว่าเรื่องนั้นหรือสิ่งนั้นคืออะไรแน่ มีคุณค่าอย่างไรต่อสังคม หรือบ้านเมืองของเรา ในบางเรื่องผมก็ถามไปถึงว่า มีคุณค่าอย่างไรต่อมนุษยชาติ หรือของโลก แต่พอเข้ามาที่การวางแผนปฏิบัติจริง ผมก็จะบอกตัวเองว่า เราตัวเล็กๆ แค่นี้ ทำได้แค่นี้ (หมายถึงแผนปฏิบัติ) ก็เหลือกินแล้ว มีความสุขความภูมิใจแล้ว
ตีความว่า ผมชอบสร้าง "สะเก็ดเล็กๆ แห่งการเปลี่ยนแปลง" ผมจะมีความสุขมาก เมื่อได้ทบทวนไตร่ตรองใคร่ครวญถึงเรื่องสะเก็ดการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น และทุกเรื่อง ผมจะพบว่า สะเก็ดที่เกิดขึ้นจริง มันใหญ่กว่าภาพที่ผมเคยวาดไว้ในใจ ผมจะบอกตัวเองว่า เทวดามาช่วยทำให้ความสำเร็จมันใหญ่ขึ้นกว่าที่เราทำได้เอง และเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ก็อธิบายได้ว่า เพราะที่ผมทำนั้น ผมใช้ทฤษฎีและแนวปฏิบัติแบบ องค์กร เคออร์ดิค หรือระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว
ชีวิตของผม ตั้งอยู่ใน change mode ไม่ใช่ static mode ในหลายๆ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงนั้นมันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ และในหลายๆ เรื่องนั้นการเปลี่ยนแปลงมันเกิดทีละน้อย จนเราไม่รู้สึก พอรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว ปรับตัวไม่ทันเสียแล้ว
ผมบอกไม่ได้ ว่าลีลาชีวิตแบบนี้มันเกิดกับผมได้อย่างไร และเดิมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีจริตแบบนี้ มีคนที่มองคนเก่งเขาวินิจฉัยผมไว้นานแล้ว แต่ผมก็คิดว่าคงเป็นเพราะท่านมีอคติจากความเอ็นดูเมตตาผม และด้วยจริตแบบนี้แหละ ผมจึงถูกใช้ให้ทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เชิงระบบ และที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เฉพาะเรื่อง
วิจารณ์ พานิช
๒๕ มิ.ย. ๕๐