คติความเชื่อทางวัฒนธรรม

                 บนถนนแห่งชีวิต  มีเรื่องราวที่น่าจดจำและน่าค้นหามากมาย   ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นจริงของมนุษย์ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้  เพราะมันเป็นสัจจะแห่งชีวิต  แต่วันนี้  ถนนการคมนาคมมีเรื่องราวหนึ่งที่น่าจดจำไม่ด้อยไปกว่า  ร่องรอยแห่งถนนชีวิต  คือป้ายโฆษณาเกี่ยวกับจตุคามรามเทพ  ที่บ่งบอกวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณะกุศลต่างๆนานา  เป็นเรื่องราวที่บอกเหตุบางอย่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคม  เช่น  ปรากฏการณ์ทางความเชื่อและศรัทธาทางสังคม   ปรากฎการณ์ทางเศรษฐศาสตร์   เป็นต้น  ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบที่จะนำไปสู่พัฒนาการความเป็นมนุษย์                นักคิดกลุ่มธรรมชาตินิยม  (Nationalism)    กล่าวถึงมนุษย์ว่า  เป็นสัตว์พัฒนาการ ที่มีเหตุมีผล  สามารถพัฒนาไปสู่จุดหมายสูงสุดของมนุษย์ได้  เช่น  การพัฒนาตนไปสู่ภาวะแห่งความความเป็นเทพ หรือการพัฒนาไปสู่จุดหมายสูงสุดทางศาสนา  เช่น การมีชีวิตไม่เป็นไปตามกฎธรรมชาติที่เรียกว่า ไตรลักษณ์และพัฒนาไปสู่ความเป็นชีวิตที่ไม่ตกอยู่ในวงจรของวัฎฎสงสาร ด้วยการทำให้ชีวิตบริสุทธิ์ที่จิตพ้นพันธะจากกิเลสและตัณหา (นิพพาน)  หรือการมีชีวิตนิรันดร์ในอาณาจักรแห่งพระเจ้า (ศาสนาคริสตร์) รวมทั้งการมีชีวิตใหม่ในสวรรค์ (ศาสนาอิสลาม)   ความประเสริฐของมนุษย์หรือความเป็นผู้มีพัฒนาการ   คือการก้าวไปสู่จุดหมายแห่งความดีตามแนวปฏิบัติที่ตนยึดถือ ความเป็นมนุษย์มีลักษณะเป็นองค์รวม   มีส่วนสองคือกายภาพและจิตภาพ            

        1) ด้านกายภาพ  มนุษย์เคยใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนมาตั้งแต่ในอดีต  ซึ่งเป็นเครื่องยืนว่ามนุษย์กับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน  โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องมนุษย์มีพัฒนามาจากสัตว์ประเภท  Primates หรือ   apes ฯลฯมนุษย์เคยมีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับอำนาจเหนือมนุษย์  และเป็นแนวทางในการพัฒนาสังคมหรือกลุ่มและตนเองมาก่อน  เช่น กรณีความเชื่อว่าปรากฏการทางธรรมชาติ  เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า  น้ำท่วม  แผ่นดินไหว  เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องเทพเจ้า  ชะตาชีวิตของมวลมนุษย์ครั้งหนึ่งเคยตกอยู่ในเงื้อมมือของสิ่งที่มีอิทธิฤทธิ์  ถ้าวิถีชีวิตเป็นเช่นนั้น  ความเป็นผู้มีพัฒนาการมนุษย์จึงผูกติดอยู่กับความกลัวและความหวาดระแวง   เงื่อนไขทางธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม  มนุษย์เคยฝากชีวิตและความหวังเอาไว้มาแล้ว                    ธรรมชาติมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้นหลักจากที่   มนุษย์มีการย้ายถิ่นฐานจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง  พฤติกรรมการเป็นอยู่จะต้องมีความสอดคล้องกับสถานที่ตรงนั้น  เช่น การสร้างบ้านเรือนก็ต้องมีรูปลักษณ์สอดคล้องกับภูมิศาสตร์  อาชีพวิถีชีวิตต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นดินฟ้าอากาศที่ตรงนั้น เป็นต้น   มีสื่อภาษาเดียวกันในการถ่ายทอดเรื่องราวหรือสื่อความต้องการระหว่างกลุ่มเดียวกัน  แม้อาจจะมาจากต่างที่แต่เมื่อมาสู่ความเป็นกลุ่มเดียวกันภาษาแห่งความเป็นพวกจะเกิดขึ้น  มีการแต่งกายที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เดียวกัน  ถึงจะมาจากภาคใต้  อีสาน  ตะวันออก  ตะวันตก  หรือภาคเหนือ  เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ  ความเป็นกรุงเทพฯจะมีอำนาจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คนที่อยู่ในอาณาเขตของกรุงเทพฯ  เช่น  ภาษา  การแต่งตัว  เสื้อผ้า  การกินการอยู่  เป็นต้น  รวมทั้งเรื่องอื่นๆ  เช่น  ศาสนาและความเชื่อ   ถึงจะมีศาสนาเดิมที่แต่ละคนนับถือมาแต่บรรพบุรุษ  เมื่อก้าวเข้าไปในศาสนพิธีกรรม อันเป็นของคนส่วนมาก  การให้เกียรติ  ให้ความเคารพ  ให้การยอมรับ  ต้องเกิดขึ้น  เมื่อกล่าวโดยสรุป  กระบวนการพัฒนาความเป็นมนุษย์ ทางกายภาพ  คือ การยอมรับ  ปฏิบัติตามวิธี และไม่มีการละเมิด   แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว         

        2)  ด้านจิตภาพ หรือภาวะแห่งความรู้สึก  นึกคิด  สติปัญญา อารมณ์ต่างๆ  เป็นต้น  แนวความคิดการสร้างพัฒนาการด้านนี้  คือการเริ่มสร้างจากด้านใดไปหาด้านนอก  มีหลายวิธี  เช่น การปรับใจ (เห็นความดีของสถานการณ์)  การเห็นความจริง (มีสติและสัมปชัญญะ)  และมีความรู้ที่สร้างทางเลือกมากกว่า  เอาง่ายๆ   เช่นกระแสความเชื่อเกี่ยวกับจตุคามรามเทพ    ทำไมถึงแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า ขณะเดียวกันมีจ้าวยุทธออกมาแสดงความคิดเห็น  หลายสำนักวิชา หลากหลายความคิด ทุกคนที่เสนอเหตุผล  อ้างความศักดิ์สิทธิ์ของวิชาที่ตนเองเรียนมา  บางคนถ้าเอาแก่นของชีวิตมาจับก็มี   บ้างก็ว่าสังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะความอ่อนแอทางสติปัญญา กำลังตกเป็นทาสและเครื่องมือของคนบางคนที่ใช้จุดอ่อนมาเป็นจุดแข็ง (ขาย)  ให้กับตนเองและพวกพ้อง นั่นเป็นเรื่องความเห็น  ถ้าเป็นเรื่องของภูมิปัญญา  เราคงไม่ลืมภูมิปัญญาอันประเสริฐของบรรพชนไทย   คนไทยเคยใช้ความเชื่อ  สร้างความสุขความสงบให้กับสังคมไทยมาตั้งแต่ในอดีต   ตัวอย่างเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์  เคยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว สร้างความสุขให้กับสมาชิกของครอบครัว เมื่อก่อนเราถูกสอนว่า  ถ้าลูกคนไหนไม่เชื่อพ่อแม่  ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอน หรือการประพฤติตนเป็นลูกอกตัญญู  ตายไปจะต้องตกนรก  ไปเกิดในภพภูมิแห่งเปรตและอสุรกาย  ถ้าด่าพ่อแม่นินทาว่าร้ายบุพการีชน  ปากจะเล็กเท่ารูเข็ม  ถ้าลงไม้ลงมือทำร้ายท่านมือจะโตเท่าใบตาล  แค่คำสอนเพียงเท่านี้  ก็ทำให้ลูกเป็นคนดีแล้ว  คนเหล่านั้นเป็นคนกตัญญูมากมาย  สามารถเป็นที่พึ่งพายามแก่ยามเฒ่าได้  ถามว่า ใช้วิธีการใดสั่งสอนหรือปลูกฝังค่านิยมอันนี้  ไม่ใช่ความเชื่อดอกฤา  (บางคนเรียกว่างมงาย)   ซึ่งต่างจากสมัยนี้  ที่มีสถานศึกษาดีเด่น  มีพ่อแม่ดีเด่น มีองค์กรยอดเยี่ยม มีสถาบันฝึกอบรมได้รับการยอมรับมากมาย  แต่พ่อแม่มีความหวังกับตนเอง  เพียงแค่ให้เขาเหล่านั้นช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่กลับมาเบียดเบียนหรือให้พ่อแม่ต้องช่วยเหลือในวันข้างหน้า  และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ก็ประเสริฐแล้ว  เป็นลูกที่ดีแล้ว  นี่คือวิถีชีวิตของคนฉลาดที่ไปตำหนิคนอื่นว่างมงาย

                ไม่ใช่แต่ความสุขของครอบครัวเท่านั้น  ความสงบเย็นของสังคมหรือชุมชนก็เคยตกอยู่ภายใต้อาณัติของความเชื่อมาแล้ว   กรณีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งท้ายหมู่บ้าน  ที่มีคนกล่าวขานกันว่าเฮี้ยนมีผี  มีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่  มีใครบางคนไปแสดงกิริยาลบหลู่และดูหมิ่น ต่อมาเป็นอะไรไม่รู้ แต่เสียงเล่าลือมาว่า  ถูกลงโทษเป็นไข้หัวโกร๋น  ต้องเอาธูปเทียนไปจุดขอขมาจึงหาย  หลังจากนั้น  ทุกคนในหมู่บ้านจะเชื่อและเคารพนับถือนับต้นไทรนั้นว่ามีเจ้าพ่อสิงอยู่  ทุกคนจะมารวมกันที่ต้นไทร  มีการทำกิจกรรมหมู่บ้านที่นี่ และมีการรวมกันทำบุญอุทิศให้ทุกปี  มีการบนบานขอให้ระงับความเดือดเนื้อร้อนใจ   มีการตัดสินคดีความยอมความโดยให้ศาลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลต้นไทรนั้นเป็นพยาน  หากว่าใครไม่ทำตามสัญญาหรือลุแก่สัจจะขอให้มีอันเป็นไป   ความเชื่อเหล่านี้  ไม่มีคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์  แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ  คนในชุมชนมีความเชื่อเหมือนกัน  ทำอะไรเหมือนกัน  เรียกว่ากายสามัคคี  ซึ่งหายากในสมัยนี้  ต่อมาขยายผลเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติเชิงนิเวศ  ไม่มีการทำลายต้นไม้ใหญ่  เพราะเป็นการทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์    ถ้ามีใครทำไปโดยเจตนาใดๆ  ก็ตามต้องมีอันเป็นไป   ทุกคนเห็นคุณค่า  แต่เป็นคุณค่าที่เกิดจากกลวิธีหรือกุสโลบาย  ที่ถูกถ่ายทอดเป็นมรดกของแผ่นดิน