เมื่อไม่กี่วันก่อน มีงานวิจัยอันหนึ่ง ปรากฏเป็นข่าวว่า การแก้ไขปัญหาของการล่อลวงบนอินเทอร์เน็ตนั้น ควรจะเน้นที่ไปที่พฤติกรรมของผู้ใช้ (การสร้างภูมิคุ้มกัน) แทนที่จะเป็นเรื่องการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล

ผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปอันนี้

ก่อนอื่นจะต้องยอมรับกันก่อน ว่าการล่อลวงบนอินเทอร์เน็ตนั้น มีอยู่จริง มีผู้เสียหายจริง และเป็นเรื่องที่ต้องจัดการ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นการล่อลวงนั้น ก็เป็นผู้เสียหายเองนั่นแหละ ที่เป็นผู้ทำให้การล่อลวงประสบความสำเร็จ จะเป็นด้วยความโลภ ความอยากรู้อยากเห็น ความอยากลอง ว้าเหว่ ขาดความอบอุ่น หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่ได้มีใครมาใช้กำลังบังคับผู้เสียหายให้กระทำการให้ตนเองเสียหาย

เรื่องการล่อลวงนั้น มักจะฟังดูมีเหตุผล เมื่อบวกกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่นขาดคนปรึกษา เหยื่อก็จะกระทำการอันไม่มีเหตุผล -- และการจะมากล่าวโทษอินเทอร์เน็ตว่าเป็นต้นเหตุนั้น ก็ไม่มีเหตุผลพอๆ กัน เพราะ อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการสื่อสาร ผู้ใช้เป็นผู้เลือกเองว่าจะทำอะไร จะไปไหน จะติดต่อกับใคร

คงไม่มีผู้ปกครองคนไหนที่นั่งเฝ้าได้ตลอด ว่าลูกหลานเมื่ออกจากบ้าน ไปแล้ว จริงๆ ไปไหนมาบ้าง ไปทำอะไรมาบ้าง แต่ผู้ปกครอง ต่างก็เคยเป็นเด็กมาก่อน (หวังว่า)เข้าใจเด็ก มีทักษะวิธีการในการดูแลอยู่บ้าง

เรื่องนี้ต่างกับอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยซึ่งค่อนข้างใหม่ โดยรวมอาจกล่าวได้ว่าผู้ปกครองรู้น้อยกว่าเด็ก จึงไม่สามารถให้คำแนะนำที่ดีได้ ความไม่เข้าใจนี้ กลายเป็นความกลัวเพราะความไม่รู้ และในเมื่อยิ่งปฏิเสธก็ยิ่งไม่รู้

มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ได้จัดทำหนังสืออินเทอร์เน็ต...เข้าใจง่าย โดย พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน และคุณศรีดา ตันทะอธิพานิช เพื่อช่วยให้ผู้ปกครอง เข้าใจอินเทอร์เน็ต ตลอดจนภัยจากการล่อลวงผ่านสื่อนี้ เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว

บนอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยทางเลือก เต็มไปด้วยอิสระเหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัย -- ทำอย่างไรประชากรอินเทอร์เน็ตของเรา จึงจะเลือกสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ แทนการเลือกอบาย

ในเมื่อเรื่องนี้เป็นปัญหาสังคม เป็นปัญหาพฤติกรรม+ค่านิยม ทำไมเราจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยกฏ ระเบียบ และเทคโนโลยีครับ?