บันทึกนี้ได้จากการสังเกตพูดคุยกับผู้รับบริการทางกิจกรรมบำบัดท่านหนึ่ง

เมื่อวานผมได้รับสายโทรศัพท์ขอนัดคุยถึง "วิธีการรักษาทางกิจกรรมบำบัด" ที่น่าจะเหมาะสมกับคุณลุงท่านหนึ่ง ท่านแนะนำตัวว่า "มีนักกิจกรรมบำบัดหลายท่านแนะนำว่าให้มาหาผมเพราะผมเพิ่งจบดอกเตอร์มาจากออสเตรเลีย" ผมก็ตอบไปว่า "ช่วงนี้ผมไม่มีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยแต่จะใช้เวลาส่วนใหญ่พัฒนางานหลักสูตรและระบบคลินิกมากกว่า" คุณลุงท่านก็ยังอยากที่จะเข้ามาพบด้วยความสนใจอยากได้เทคนิคใหม่ๆเพื่อรักษา "การใช้งานของมือที่ฟื้นตัวได้ไม่ถึง ๑๐๐%"

ผมได้ตอบตกลง ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้คุณลุงท่านนี้ "เข้าใจแนวคิดของกิจกรรมบำบัด" เมื่อตรวจการฟื้นฟูสภาพของมือจากอาการอ่อนแรงตามโรคอัมพฤตนานสองปี ทำให้ผมทราบว่า คุณลุงทัวร์คลินิกกิจกรรมบำบัดมาหลายที่หลายสำนัก แต่นักกิจกรรมบำบัดในแต่ละที่ก็ให้โปรแกรมที่แตกต่างกัน คุณลุงได้บอกเองว่าเค้าใช้มือทำกิจกรรมต่างๆได้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็พอใจระดับหนึ่งและยังคงหวังว่ามันน่าจะดีขึ้นกว่านี้

จากจุดนี้ผมได้อธิบายว่า กิจกรรมบำบัดมีเป้าหมายให้คุณลุงฝึกทักษะการใช้มือจนสามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ แต่มิได้หมายถึงการใช้มือได้ปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นระยะเวลาที่คุณลุงได้ฝึกมานานจนปรับตัวได้ในทุกกิจกรรมการดำเนินชีวิต ก็ขอให้คุณลุงยอมรับและทำความเข้าใจว่า กิจกรรมบำบัดได้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประจำวันของคุณลุงแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาใช้บริการกับนักกิจกรรมบำบัดอีก

ผมทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าผมจะให้โปรแกรมการรักษา ณ ปัจจุบัน ก็คือ อยากให้คุณลุงสังเกตวิธีการสั่งงานให้ปล่อยมือหลังจากที่ออกแรงกำมือ ทำซ้ำๆ เพื่อให้สามารถรู้จักตั้งใจปล่อยมือได้ตามธรรมชาติ เช่น การหยิบจับช้อนแล้วค่อยๆใช้เวลาปล่อยช้อนออกจากฝ่ามือ เป็นต้น

ดูเหมือนคุณลุงคงประหลาดใจว่า ทำไมผมพยายามอธิบายคุณลุงให้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แทนที่จะให้โปรแกรมการฝึกใหม่ๆตามที่ผมร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ

ท่านผู้อ่านลองนึกถึงหลักความจริงดูซิครับ ถ้าเราฝึกกิจกรรมบำบัดนานจนสามารถใช้ชีวิตได้แล้ว แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วท่านจะยังคงกลับมาพึงพาผู้บำบัดมากกว่าตัวท่านเองหรือ

ทักษะชีวิต คือ การพัฒนารูปแบบการดำเนินชีวิตตามศักยภาพของตนเอง มิใช่ปล่อยให้ผู้บำบัดคอยพัฒนาทักษะชีวิตของท่านโดยลำพัง