1ถ้ารู้ว่าวันหนึ่งโลกแตกแล้วทุกคนต้องตาย คุณจะมีแง่คิดหรือว่ามุมมองอย่างไร ทจะทำให้เราไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นี่

โอ๊ย คำถามยากจังเลยครับ น้องเจน
ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะโลกของแต่ละคน แม้ว่าจะใบเดียวกัน แต่มันกลับต่างกันลิบลับ
เช่น โลกของคนที่ติดเอส์ด โลกของคนที่ถูกล็อตเทอร์รี่ โลกของคนที่พรุ่งนี้ภรรยาคลอด โลกของคนที่พรุ่งนี้จะต้องตายไป
มีนิทานมากมายที่เล่าเรื่องราวที่คนเราต้องพลัดพรากกัน ฟังแ้ลวเศร้าจับใจเหลือเกิน
มีนิทานมากมายเกี่ยวกับคนที่ทุกข์ทนชั่วชีวิต ฟังแล้วเศร้าใจไม่แพ้กัน

ผมชวนให้ น้องเจนคิด ง่ายๆเลยนะครับว่า ถ้าเราเป้นดวงตะวัน แล้วเห็นโลกสีฟ้าของเรานี้ กำลังจะย่อยยับไป
ก่อนหน้านั้น ก็มีทั้งคนที่ใช้ชีวิตอยูู่บนโลกใบนี้ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป ทั้งคนเป็นเอส์ด ทั้งว่าที่เศรษฐีใหม่ ว่าที่พ่อใหม่ ว่าที่ผีใหม่
ดวงตะวันดวงเดียวดวงนั้นจะทำอะไร แน่นอน ดวงตะวันก็คงทำหน้าที่ดังเดิมเช่นที่เคยเป็นมา

เพราะอะไรนั่นนะหรือครับ เพราะดวงตะวันได้เข้าใจในภาระหน้าที่ของตนอย่างถ่องแท้ ได้กระจ่างแจ้งถึงวงจรหน้าที่ ที่แม้แต่ดวงตะวันเองก้ต้องแตกดับไป
ความเข้าใจตรงนั้น คือ สิ่งที่เรียกว่า ปัญญา ปัญญารู้แจ้งแทงตลอด เป็นโพธิญาณสูงสุด ที่พระพุทธทั้งหลายปราถนา

เอาละ โยงไปไกล กลับมาที่โลกใบนี้
เราเอง วันนี้ถามว่า รู้หน้าที่ตัวเองหรือยัง วงจรชีวิตของเราเป็นเช่นไร สิ่งที่เราควรทำ คือ อะไร
ถ้ายังไม่รู้ไม่เป็นไรนะครับ

เราใช้จิตใจเดิมแท้ ของเรา เหมือนเวลาเรามองท้องฟ้า เราจะนิ่งๆ โล่งๆ
แต่พอเห็นคนหกล้ม เราจะรีบช่วยพยุงเขา
เนี่ย จิตใจตรงเนี้ย คือ จิตใจเดิม

สรุปนะ แง่คิดในวันสิ้นโลกของพี่ กับแง่คิดในวันที่ห่างไกล๊ๆ ห่างไกล จากวันสิ้นโลกเนี่ย
เป็นแง่คิเดียวกัน คือ สองวันนี้ เราคิด เราทำ อย่างไม่แตกต่างกัน ว่างั้น
เราอยากให้ ดวงตะวันมองโลกของเราแบบน่าสมเพศเวทนา หรือมองอย่างเสียดาย
เราก็คิด เราก็เลือกเอา
สำหรับผม ผมอยากให้ดวงอาทิตย์ หมู่ดาว อากาศธาตุ อาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง
กับความงดงามของสายสัมพันธ์รักในโลก เกดดมาจากความบริสุทธิ์ใจของมนุษย์แต่ละคน
วันสุดท้ายของโลก อาจจะเป็นวันนี้ แต่ผมก็ได้เรียนรู้ และทำตามแผนการของผมเอง
ผมจะตายอย่างภูมิใจ ในภาระหน้าที่ที่ผมเลือก ที่ผมทำเป็นความเก๋ไก๋ ที่เกิดจากความเข้าใจในหน้าที่ของตัวเองครับ

นี่แหละแง่คิดของพี่ละเจน งงปะเนี่ย