สำหรับศาสตร์นพลักษณ์....แค่การจัดการตัวเอง ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป ..........

บ่อยครั้งในการแนะนำตัวกับผู้เข้ารับการอบรม "นพลักษณ์" ดิฉันมักจะพูดว่า ตั้งแต่รู้จักนพลักษณ์มา ดิฉันมีอาการ "ตกหลุมรักนพลักษณ์"

ไม่เคยเบื่อเลยที่จะเรียนรู้ศาสตร์นพลักษณ์ ทั้งจากการเป็นกระบวนกรอบรม หรือ การนิ่งๆ มองตัวเอง แล้วนำศาสตร์นพลักษณ์มาอธิบายตัวเอง

มีความน่าแปลกใจอยู่ประการหนึ่งคือ เมื่อใดที่ดิฉันมองตัวเองบ่อยๆ มากๆ อธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ ทั้ง "น่ารัก" และ "น่าเกลียด" เห็นกลไกการทำงานทางจิตของตัวเองว่ามันทำงานอย่างไร ..... พอไปเป็นกระบวนกรอบรมให้คนอื่น มันเหมือนกับว่า ดิฉันได้ความรู้ ความเข้าใจ ในคนอื่นเพิ่มขึ้นอีกเท่าทวี (โดยไม่ต้องอ่านหนังสือ อย่างสมัยก่อน ที่เมื่ออยากรู้ อยากเข้าใจอะไร ดิฉันจะเลือกวิธีอ่าน ๆๆ ๆๆ และ อ่าน)

จน ณ วันนี้ ดิฉันได้ข้อสรุปประการหนึ่งคือ ยิ่งเราเข้าใจตัวเองมากเท่าไร เราจะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น  เหมือนโลกนี้เปิดรับเรามากขึ้น โดยแท้ที่จริงแล้ว คือ เราเองมองโลกด้วยแง่มุมที่เปลี่ยนไป ..... เปลี่ยนไปอย่างไรหรือ ..... เปลี่ยนไปอย่าง "เห็นตามจริง" มากยิ่งขึ้น.... กลายเป็นว่า ไม่ใช่โลกเปิดรับเราหรอก.... แต่เป็นว่า เราอยู่บนโลกนี้อย่างเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ใช่อยู่บนโลกนี้แบบ อยู่แต่ในความคิดของตัวเอง (ดิฉันเป็นคนศูนย์หัว)

ทำไมถึงบอกว่าเห็นตามจริง......

ตัวอย่างเช่น

เดิมดิฉันมักจะมีกฎกับตัวเองอยู่ว่า หากจะสอนอะไรใครแล้ว ครั้งที่ 1 เต็มใจเต็มที่ ถ้ามาถามเรื่องเดิมแล้วจำไม่ได้เลยว่า เคยสอนอะไรไปให้แล้วบ้าง ดิฉันจะเตือนว่า นี่ครั้งที่สองแล้วนะ ถ้ามาถามอีกครั้งเป็นครั้งที่สามในเรื่องเดิม อาจจะมีบทเตือนใจ เช่น เขกหัว 1 ที เป็นต้น

สำหรับคนบางประเภท เขา/เธอ ก็ไม่แคร์สำหรับการโดนเขกหัว 1 ที (น้องๆ ในสำนักงาน) ซึ่งสร้างความ ขุ่นข้องหมองใจเป็นอันมาก ว่า ทำไมไม่รู้จักพัฒนาตัวเองกันบ้างเลยนะ พอพูดไปเช่นนั้น น้องก็บอกว่า ไม่รู้จะจำไปทำไม เมื่อมีพี่อยู่ไว้ให้ถาม.... อะไรประมาณนั้น 5555

ความอึดอัดใจนี้ นำมาไตร่ตรองดูว่า เป็นเพราะเราหวงความเป็นส่วนตัวของเรามากเกินไปหรือเปล่า ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ตามกิเลส และความคิดยึดติดของคนห้า หรือ โลภ (โลภเวลาเป็นส่วนตัวของตัวเอง ที่ไม่ต้องมานั่งตอบปัญหาของชาวบ้าน) และ ตระหนึ่ (ตระหนึ่ความรู้ ตระหนึ่ความรักที่จะให้น้องๆ) โดยไม่ต้องสนใจหรอกว่าน้องเป็นลักษณ์อะไร

เมื่อทบทวนได้ดังนี้ ก็ อธิษฐาน (ตั้งใจมั่น สัญญากับตัวเอง) ว่าพยายามจะรู้ตัว และไม่ใช้กฎ 3 ครั้งเขกหัวอีก กลับพบว่า บางครั้งที่น้องๆ ยอมโดนเขกหัว ก็เพราะอยากมีปฏิสัมพันธ์กับเรา จึงยอมทำเรื่องไร้สาระดังกล่าว (โดยเฉพาะน้องศูนย์ใจ) พวกเขา/เธอ ก็เปลี่ยนไป .......... จากการเปลี่ยนไปของตัวดิฉันเอง ที่ยอมเปิดโลกส่วนตัวให้พวกเขา/เธอ เข้ามาง่ายขึ้น พวกเขา/เธอ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้มุกโดนเขกหัวอีก ........ จึงเกิดปรากฎการณ์ ความสุขทั้งสองฝ่าย

ถ้ามองในเชิงการจัดการ เรามักจะต้องไปแก้ไขที่เด็กๆ ว่าทำไมไม่รู้จักพัฒนาตัวเองนะ ในทักษะงานที่ตัวเองต้องทำ แล้วในที่สุด ก็นำเราไปสู่ "จัดการ" คนอื่น

แต่ในศาสตร์นพลักษณ์ "แค่เราจัดการตัวเอง" ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปค่ะ

หมายเหตุ เวลาเขียนมันดูสวยหรูดีนะคะ แต่เวลาทำจริงๆ นี่สิ .... มันเห็นการดิ้นรน กระสับกระส่าย ของตัวตน ของอัตตาเดิมๆ ที่เราเคยยึดมั่น ถือมั่น ความเป็นเรา มันเต้นเร่าๆ อยู่ ให้เห็นอย่าง "สนุก อย่าบอกใคร เลยทีเดียวค่ะ"