เสนอให้เปลี่ยนตัวชี้วัดการพัฒนา จาก "รายได้" (ระดับและการเติบโตของรายได้ประชาชาติ) มาเป็น “ความสามารถ” ของคนที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่ามีคุณค่า (capability approach)

11 กรกฎาคม ได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ เรื่อง “Alternative Development and Sufficiency Economy”  จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน  ก็ต้องขอบคุณผู้จัด มาณ โอกาสนี้ 

งานนี้สมเด็จพระเทพเสด็จในช่วงเย็น  มี Keynote Speaker คือ  Prof. Amartya Sen  นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้มีผลงานด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา  และมีบทบาทสำคัญทำให้นิยามการพัฒนามุ่งเน้นมาที่การพัฒนาคน  โดยเสนอให้เปลี่ยนตัวชี้วัดการพัฒนา จาก "รายได้" (ระดับและการเติบโตของรายได้ประชาชาติ)  มาเป็น ความสามารถ ของคนที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่ามีคุณค่า  (capability approach)  

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">หากจะกล่าวย่อๆ  เท่าที่จับใจความได้ในเบื้องต้นจากการฟังก็คือ   การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว  ปัจจัยสำคัญคือ เสรีภาพ  ประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องมีพื้นที่ให้เกิดเวทีสาธารณะสำหรับการถกเถียง  (public discussion)  อันจะเป็นช่องทางให้คนได้แสดงถึง การให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ (human valuation) ของเขา  ขณะเดียวกัน การมีการอภิปรายสาธารณะ ทำให้เกิดพันธะ (obligation) ที่ผู้คนจะไม่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว  คำกุญแจสองสามคำตรงนี้  คือ  ความเป็นธรรม (justice)  จริยธรรม (ethnics)  ชีวิตมนุษย์ (human life) ความมั่นคงของมนุษย์ (human security)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นัยยะของเซนก็คือ</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ประการแรก ประชาธิปไตยอยู่ที่การเปิดช่องทางให้แสดงความเห็นกันได้ในวงกว้าง (ไม่ใช่แค่การลงคะแนนเลือกตั้ง)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ประการที่สอง การให้คุณค่า  เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์    และการให้คุณค่านี้ก็แสดงออกมาผ่านการแสดงความเห็นสาธารณะ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สองประการนี้เองที่เซนมองว่าเป็นจุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก  เพราะเศรษฐศาสตร์กระแสหลักให้น้ำหนักกับสิ่งที่จับต้องได้ (objectivity) ซึ่งมีกลไกคือ ราคาเปรียบเทียบ   กลไกราคานี่เองที่ทำให้เถียงกันไม่ออก (silence of debate) หรือพูดอีกอย่างว่า เกิดการยอมรับโดยดุษฎี  และคนก็จะเลือกจากสัญญาณราคา โดยคิดตามประโยชน์ส่วนตน (และไม่มีเสรีภาพในการเลือกอย่างแท้จริง …ถ้าเสรีภาพหมายถึงสามารถเลือกในสิ่งที่เขาให้คุณค่าได้ … ตรงนี้เราตีความเอง)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เซนเห็นว่า  สังคมไม่สามารถสร้างสถาบัน (กติกา) ได้โดยปราศจากการให้คุณค่า และการตั้งข้อสงสัย (การถกเถียงแสดงความเห็น)   สถาบัน (institution) กับคุณค่า (value) จึงต้องเชื่อมกัน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เซนปฏิเสธที่จะเปรียบเทียบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับ “capability approach”  เพราะเพิ่งได้รับฟังและยังไม่รู้จักเรื่องนี้ดีพอ  แต่ก็บอกว่า อาจใช้ “capability approach” กับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy strategies)ได้</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จะเชื่อม capability approach กับเศรษฐกิจพอเพียงได้หรือไม่  อย่างไร  ..วันที่ 12ต้องไปช่วย ดร.พิพัฒน์ สัมภาษณ์เซน (หวังว่าท่านจะมีเวลาให้) …. อาจจะตั้งคำถามทำนองนี้.. แต่คิดดูอีกที   คำถามนี้เป็นโจทย์ที่เซนควรเป็นผู้คิดหาคำตอบ  หรือเป็นโจทย์ที่นักวิชาการไทยควรเป็นผู้คิดหาคำตอบกันแน่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>