นับจากวันที่เข้าไปเป็นอินเทอร์นของ สคส. มาถึงวันนี้ ( ๓ กรกฎาคม ๕๐) ก็ครบ ๑ ปีพอดี   หากจะนับการจัดการความรู้ที่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานให้สอดคล้องทั้งระบบ ก็นับเวลาได้ ๖ เดือน

เดือนนี้เริ่มต้นการเติมเต็มความคิดด้วยการชักชวนให้บุคลากรแกนนำของโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ   รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรการเรียนรู้  หัวหน้าส่วนงานสื่อสารองค์กร และหัวหน้าส่วนงานชุมชนแห่งการเรียนรู้และจัดการความรู้ชุมชน ไปงานสัมมนา   "การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรอัจฉริยะ"  ที่ สคส. จัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์   ดังมีรายละเอียดที่เรียบเรียงเอาไว้ใน บันทึก ความรู้ที่ได้ปัน... ช่วยปั้นฝันให้เป็นจริง  ทั้ง ๖ ตอน

ความรู้ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการสัมมนาครั้งนี้ ช่วยให้ชาวเพลินพัฒนามีเส้นทางในการก้าวต่อไปในเส้นทางที่ฝันใฝ่ได้เป็นอย่างดี

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งที่ ดร.เกษรา ยกมาเป็นหัวข้อของการสนทนาก็คือเรื่อง พัฒนาการทางด้านร่างกาย  พัฒนาการทางด้านสติปัญญา ( IQ)   พัฒนาการทางด้านอารมณ์ (EQ)  พัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ (SQ) ที่เป็นประเด็นในการมองสุขภาวะของคนในองค์กรนั้น เป็นเรื่องที่โรงเรียนต้องให้ความสนใจ เพราะเป็นพื้นฐานที่สำคุญของชีวิต โดยเฉพาะในเด็กวัยอนุบาล

พัฒนาการทั้ง ๔ ด้านที่เอ่ยถึง คือเรื่องที่ครูทุกคนต้องใส่ใจอย่างละเอียดอ่อน แต่ดูเหมือนว่าเมื่อเด็กโตขึ้น ก็จะมีเรื่องอื่น เช่นเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาการ มาแบ่งความสนใจไป จนถ้าไม่ตั้งหลักให้ดี เรื่องเหล่านี้ก็จะเลือนหายไปจากความสนใจในที่สุด

ดิฉันก็เพิ่งทราบจากการมาร่วมสัมมนาครั้งนี้ว่า ทางภาคธุรกิจก็มีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจกับเรื่องพัฒนาการทั้ง ๔ ด้านด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้ช่วยให้สิ่งที่ทำกันอยู่ในโรงเรียน ไม่ใช่การทำงานกับมนุษย์เฉพาะในวััยเด็ก แต่เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการทั้ง ๔ ด้านนี้ก็ขยายออกไปตามศักยภาพของวัยด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่ ดร.วรภัทร์ นำเสนอว่า  วัฒนธรรมคือสันดาน จะเปลี่ยนวัฒนธรรมได้ ต้องเปลี่ยนวิธีมองโลกเสียก่อน ซึ่งวิธีมองโลกนั้นก็ถูกกำกับเอาไว้ด้วยวิธีคิดที่คนเรามีต่อสิ่งต่างๆนั่นเอง หากพาให้คนในองค์กรคิดใหม่ มองใหม่ได้ ต่อให้ต้องทำเรื่องยากขนาดไหน ก็คงสำเร็จลงได้ในวันหนึ่งหากเรายังไม่ละเสียซึ่งความเพียร และยังสนุกกับงานนั้นเหมือนเล่น ดังเช่นที่อาจารย์วิจารณ์แนะนำไว้

ในวันอาทิตย์สิ้นเดือน อาจารย์อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้กรุณามาเติมเต็มมิติทางด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ ให้กับคณะครู และผู้ปกครองอีกครั้ง พร้อมทั้งแนะวิธีที่จะนำไปใช้ในการสอดแทรกความคิดที่ดีงามต่างๆ ให้ค่อยๆฝังลงไปในจิตใต้สำนึก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนนิสัยใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ด้วยการสร้างการเรียนรู้ขึ้นในกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดขึ้นโรงเรียนนั่นเอง เพราะ

"สิ่งที่กำหนดเราทุกคนอยู่ก็คือความคิดของเราเอง   เราคิดอย่างไรก็กลายเป็นคนอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราทำจะหมุนเวียนกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย

 

 

มีคนเคยพูดว่าหากจะเปลี่ยนสังคมจะต้องใช้เวลา ๒๕ ปี  แต่หากทำพร้อมกันไปทั้งระบบ เด็ก ๑๕ ล้านคน จะช่วยเปลี่ยนพ่อแม่ได้ ๓๐ ล้านคนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

การควบคุมประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ครูควรเริ่มใส่ความคิดดีๆให้กับลูกศิษย์ เพื่อฝังข้อมูลใหม่ลงในจิตใต้สำนึก และให้ข้อมูลเหล่านี้ฝังลงไปในการตีความครั้งต่อๆไป "

 

 

คำแนะนำนี้ฟังดูแล้วก็คือวิธีการตั้ง mindset ที่อาจารย์ประพนธ์ได้กล่าวถึงไว้ ในตอนที่ว่าด้วย   KM เชิงปัจเจก / ใจ ว่า "เน้นที่การจัดการกับความรู้สึกตัว โดยเริ่มจากเรื่องที่แต่ละคนมีความสนใจ ร่วมไปกับการใช้สติ ใช้ปัญญา และการศึกษาสิ่งที่กำกับอยู่ในใจ (mindset) เนื่องจากสิ่งที่กำกับอยู่ในใจนี้มีผลต่อการรับรู้สิ่งต่างๆของคนๆนั้น" นั่นเอง