อาจารย์แสวง รวยสูงเนิน ขับรถพาคณะของเราไปดูแปลงนาที่ว่านี้ตอน 4 ทุ่มครึ่ง ถ้าไม่เชื่อดูรูปเอาเองก็แล้วกัน ไฟฉายก็ไม่มี พาเราไปดูกันแบบรำวงมืด ใจหนอใจพาใครไปเห็นผลงานแล้ว ตนเองก็กลับไปนอนวันหวานด้วยความอิ่มเอมใจ

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p align="justify">บ้านเรามีนักวิชาการที่มีความรู้มากมาย เทคนิคเทคโนโลยีก็ไม่เป็นสองรองใคร แต่การนำไปต่อแต้มความรู้ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะเป็นความรู้ที่ยังไม่มีการปอกเปลือก ยังอยู่ในเชิงวิชาการเกินไป ยังทำงานเพื่ออธิบายในหมู่กันเอง ยังไม่แยกย่อยให้เหมาะแก่การนำไปเผยแพร่สู่ชุมชน ทั้งๆที่ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ ที่ต้องพิสูจน์นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมานั้น ผู้บริโภคความรู้ของท่านมีอาการอย่างไร? </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal" align="center">    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal" align="center"></p><p align="justify">ผมได้ประสบการณ์ทำงานวิจัยเรื่องไก่ไข่เพื่อชุมชน กับดร.สวัสดิ์ ธรรมบุตรที่ท่านสามารถเพาะพันธุ์ไข่ไก่ขึ้นมาได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อได้พันธุ์แม่ไก่ไข่มาแล้ว ท่านได้นำออกไปสู่ภาคสนามในชุมชน ไปส่งเสริมให้เกิดการเลี้ยงไก่ไข่ในสภาพจริง เพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลเชิงประจักษ์ การดำเนินการเช่นนี้มีขั้นตอนเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ระหว่างนักวิชาการ กับ นักปฏิบัติวิชาชีพในชุมชน ที่ควรจะมีการออกแบบตามแต่กรณีของเนื้อหาสาระงานนั้นๆ  </p><ul style="margin-top: 0cm">

  • การเตรียมพื้นฐาน ศึกษาพื้นที่ ค้นหาคุณอำนวย คุณเอื้อ คุณกิจให้เจอ
  • จัดการประชุมกลุ่มเป้าหมาย อธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงทำเรื่องนี้ หัวใจของเรื่องคืออะไร ขั้นตอนกระบวนการเป็นอย่างไร แบ่งความรู้ แบ่งผลประโยชน์ ให้พอเหมาะพอควรอย่างไร
  • วางแผนผ่องถ่ายความรู้สู่ชุมชนเป็นขั้นเป็นตอน :เป็นการแทรกวิชาการอย่างแนบเนียน ให้ชุมชนตระหนักรู้ว่าวิชาการนั้นสำคัญต่ออาชีพอย่างไร
  • วางแผนการสร้างมืออาชีพขึ้นในชุมชน นำวิชาการไปให้ชาวบ้านเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ขณะเดียวกันรับเสียงสะท้อนมาปรับปรุงงานให้สอดคล้องกับสภาพจริง
  • ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพิจารณาทางออก รวมทั้งการขยายผลอย่างเป็นระบบ การทำเป็นขั้นตอนดังที่กล่าวมานี้ นอกจากจะเห็นเส้นทางเดินของวิชาการเข้าไปพัฒนาอาชีพแล้ว ยังทำให้เห็นลู่ทางไปข้างหน้า ที่จะพาชุมชนดำเนินการเอาอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ กลับมาเป็นอาชีพให้แก่ชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม
  • </ul><p align="justify"> ยังมีนักวิชาการที่เข้าใจการต่อแต้มลักษณะนี้อยู่อีกหลายท่าน ยกตัวอย่างของ ดร.แสวง รวยสูงเนิน กำลังเดินหน้าเรื่องทำนาอย่างเต็มพิกัด ปีที่แล้วทำนาแบบไม่ไถ ก็ได้ความรู้มาระดับหนึ่ง ตอนนี้ขยายความคิดออกไปจนแทบจะจำวิธีทำนาแบบดั่งเดิมไม่ได้แล้ว ขั้นตอนต่างผุดพรายขึ้นมาล้วนแต่ทำให้ชาวนาตัวจริงอ้าปากหว๋อทั้งสิ้น เช่น ไม่ไถ ไม่หว่าน ไม่เกี่ยว มีทั้งตัดหญ้า ไม่ตัดหญ้า ปล่อยให้ควายกินข้าว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาด้วยทุเรียน เรียนวิธีดักปลาสารพัดกลยุทธ จนแม่บ้านบ่นอุบ ต้องทำความสะอาดปลาเข้าตู้เย็นละวันหลายกิโล เลี้ยงวัว ควาย ปลูกต้นไม้ในนา หาปลาพันธุ์ที่ชอบกินหอยเชอรี่มาปล่อยจนหอยสูญพันธุ์ เรื่องนี้เล่า4 วันไม่จบ ตอนนี้กำลังสร้างเถียงนาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เสาแต่ละต้นคนโอบไม่รอบ ไปขนไม้โรงเลื่อยเก่าจากประเทศลาว เสร็จเมื่อไหร่บอกว่าจะจัดงานประกาศศักดิ์ดาวันชาวนาไทย  </p><p align="justify">ลองนึกดูสิครับ ทำนาอย่างเดียว ได้ปลา ได้กบ ได้ผัก ได้ข้าว ได้ต้นไม้ ได้ความรู้ ได้ความคิด ได้ความภาคภูมิใจ ข้อสุดท้ายนี่สำคัญมาก เชื่อไหมครับ อาจารย์แสวง รวยสูงเนิน ขับรถพาคณะของเราไปดูแปลงนาที่ว่านี้ตอน 4 ทุ่มครึ่ง ถ้าไม่เชื่อดูรูปเอาเองก็แล้วกัน ไฟฉายก็ไม่มี พาเราไปดูกันแบบรำวงมืด ใจหนอใจพาใครไปเห็นผลงานแล้ว ตนเองก็กลับไปนอนวันหวานด้วยความอิ่มเอมใจ</p><p align="center"> วิชาการที่มีชีวิตก็เป็นอย่างนี้ละครับ.!! ”</p>