จิตที่สูงส่ง กำลังที่แข็งแกร่ง และช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตว่างอย่างแท้จริง"

ช่วงบ่าย

เป็นช่วงที่เป็นรอบของบุคคลากรทางการแพทย์มาเล่าเรื่องราวการดูแลญาติผู้ป่วยหลังการเสียชีวิต เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มีผู้เข้าร่วมเสวนาคับคั่งกว่าเดิมเพราะมีนักศึกษาพยาบาลเข้าร่วมฟัง ดร.จอนผะจง  เพ็งจาด  วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทยเป็นผู้ดำเนินการเสวนาและเสวนาร่วม คุณสุรีย์ ลี้มงคล   หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลศิริราช  อาจารย์มนทรัตน์ และผมเข้าร่วมอภิปราย

อ.จอนพะจง

ผมได้โอกาสเริ่มอภิปรายก่อนคนอื่น (มาไกลครับผม:) )

การดูแลญาติผู้ป่วยเป็นภาพต่อเนื่องจริงๆแล้ว bereavement care จะดี ก่อนหน้านั้นต้องดีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยของตัวผู้ป่วย(นิสัย อารมณ์ บุคคลิก ) ปัจจัยญาติ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและการดูแลผู้ป่วยในช่วงก่อน ปฏิกริยาของการสูญเสียของญาติผู้ป่วยจะรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป โดยที่กุญแจที่จะช่วยเหลือญาติผู้ป่วยคือ

1.ความสัมพันธ์ที่ดี (ดูแลแบบเพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือกับเขาอย่างแท้จริง)

2.ความต่อเนื่องในการดูแล (สำหรับงานผมคนไข้ที่เป็นมะเร็งบางคนก็คือคนไข้ที่ดูแลกันมาประจำที่ PCU แล้วมาเป็น CA ทีหลัง ผมคือแพทย์ประจำตัวของเขา เขาไว้ใจเรา เชื่อมั่นในเรา สำหรับคนไข้ในโครงการผมๆผมจะดูแลตั้งแต่เข้าโครงการจนเสียชีวิต และติดตามญาติหลังจากที่เสียชีวิตอีก 6 เดือน)

3.การมีเครือข่ายในการดูแล มีการเชื่อมโยงกันทั้งระบบไม่ว่า รพ.-PCU-ชุมชนผมเล่าประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้กับที่ประชุมให้ฟัง สามารถอ่านได้ในบันทึกก่อนๆของผมที่  http://gotoknow.org/blog/palliativelover/97450

http://gotoknow.org/blog/palliativelover/98199

และ http://gotoknow.org/blog/palliativelover/100170

โดยสรุปช่วงแรกคือ การเข้าใจความทุกข์ของผู้สูญเสีย หากมีความเข้าใจองค์รวม(เข้าใจที่มาที่ไปของปัญหา เข้าใจวิธีแก้ไขปัญหาในทุกมิติ )และรับรู้/ไวต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังการสูญเสีย-แก้ไขทันท่วงที ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยผู้ป่วยได้มาก

  คุณสุรีย์  ลี้มงคล ให้หลักการในการทำงานด้วยตัวย่อ TRUST ซึ่งก็คือT   =    Teamwork    การทำงานเป็นทีม เข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผลของการสื่อสารเป็นบวกR    =    Relationship ความสัมพันธ์ของทุกคนในทีมU    =    Unity             พูดเรื่องเดียวกันS    =    Simple / Sincere  พูดให้ง่ายและจริงใจ เรื่องใดไม่รู้ก็บอกไม่รู้และพยายามหาข้อมูลเพิ่ม

T    =    Take Care Themselves       ดูแลกันในทีม หากคนใดรู้สึกแย่ ไม่พร้อมทำงาน ต้องเปลี่ยนให้คนอื่นทำแทน นอกจากนี้ ในส่วนของคนไข้ควรช่วยให้เขาดูแลตัวเองได้ด้วย

อาจารย์มนทรัตน์

โยนคำถามที่เป็นประเด็นน่าขบคิดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือ หากผู้ป่วยที่เป็นคนที่ไม่มีญาติและดูแลผู้ป่วยเราจะทำอย่างไร

คำตอบจากที่ประชุมหลายคนรวมทั้งผมให้ความเห็นว่า ทำความเข้าใจปัญหาผู้ป่วย เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในสถานะใด

ผมเองเห็นว่า การที่บุคลากรทางการแพทยืเห็นคนที่ทุกข์แล้วมีจิตใจช่วยเหลือเขานั้นป็นสิ่งดี(กรุณา) และทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ หาเครือข่ายในการช่วยเหลือ และเมื่อทำหน้าที่ของเราอย่างดีแล้ว ก็วางทุกข์ออกจากใจของเรา+ทำหน้าที่ดูแลเขาต่อไป (อุเบกขา นั้นไม่ใช่การวางเฉยโดยไม่ทำอะไร)

อาจารย์แชมป์

อาจารย์พบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งไทรอยท์ที่คอ มาผ่าตัดที่ รพ.จุฬาแล้วมีปัญหาจนทำให้ขาดอากาศหายใจชั่วคราว จนผู้ป่วยไม่รู้ตัวชั่วคราว "สามีผุ้ป่วยบอกว่าถ้าผู้ป่วยไม่ฟื้น ผมคงอยู่ต่อไปไม่ได้" อาจารย์แนะนำว่าจะต้องสังเกตอาการ  case นี้ได้ทำ family conference และให้การดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างเต็มที่

ในวันที่ผู้ป่วยตื่นขึ้นมาเป็นปกติ อาจารย์ดีใจมาก ได้ติดต่อสามีผู้ป่วย ...........สิ่งที่อาจารย์ทราบทำให้อาจารย์ถึงกับ shock คือสามีผู้ป่วยฆ่าตัวตายไปแล้ว เป็นสิ่งที่อาจารย์ตั้งใจยกหัวข้อ"การดูแลผู้ป่วยหลังการสูญเสียมาเป็นประเด็นในวันนี้ อาจารย์คิดว่าถ้าผู้ป่วย อาจารย์ถามว่า เราจะมีวิธีการอย่างไรป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก

อาจารย์มนทรัตน์

ต้องระวังใน

1.ผู้ชายที่สูงอายุ

2.มีภาวะทางจิตเวช

3.มีปัญหาความสัมพันธ์หรือสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากกว่าปกติ(emmeshment)

4.sudden death

อาจารย์วิชิต(เสื้อเหลืองนั่งติดบาทหลวง)

เรื่องประเด็นนี้เป็นประเด็นสังคม สังคมกำลังเปลี่ยน ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ประเด็นปัญหาเริ่มจากการขาดความเข้าใจและแปลกแยกกับความตาย

อ.วิชิต

อาจารย์หมอผู้ชาย(ขออภัยที่จำชื่ออาจารย์ไม่ได้)

อยากให้เรื่องที่คุยกันในวันนี้ไม่เป็นเพียงแค่นำลายที่กระเด็นลงพื้น อยากให้มีการนำไปใช้ เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ตลิดเวลา พระอาจารย์อลงกรต ท่านดูแลผู้ป่วยเอดส์มาตลอดก็ยังใฝ่หาองค์ความรู้

 vk0kipN

ดร.จอนผะจง

อาจารย์เป็นนักวิชาการได้ไปเรียนเกี่ยวกับ palliative care ที่ออสเตรเลีย ได้พยายามเอาความรู้ที่เรียนมามาบรรยายปรากฏการณ์ ทำไปทำมาขาดความเป็นธรรมชาติ เลยย้อนถามตัวเองและได้ข้อสรุปว่า "จะช่วยผู้ป่วยได้ต้องพัฒนาตนเองก่อน"

อาจารย์สอนนักศึกษาพยาบาลพบว่าใน case ที่เป็นมะเร็งนักศึกษามักมีความอึดอัดใจในการดูแลไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้ป่วย จะจัดการความรู้สึกที่ตนเองไม่สามารถจะช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างไร

อาจารย์ให้ความสำคัญกับความหมายของ meaning of life ที่เมืองนอกพยายมเน้นให้เราหาและเข้าใจ ในความหมายที่อาจารย์คิดคือ อยู่ต่อไปเพื่ออะไรและอย่างไร เมื่อเข้าใจประด็นนี้จะช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของผู้ป่วยและครอบครัวมากขึ้น

อาจารย์ได้ทำงานวิจัยติดตามสัมภาษณ์ญาติผู้ป่วยที่เสียชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้นหลังผู้ป่วยเสียชีวิต ปรับตัวอย่างไร อาจารย์พบว่าในหลายรายมีความไม่สายใจต่อเนื่องยาวนานเป็นปีและปัญหาของการบริการคือการที่เราหยุดการดูแลเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต อาสาสมัครอาจจะเป็นคนที่ช่วยเติมเต็มส่วนนี้ได้ในอนาคต

คุณเบญ

ในมุมมองของญาติผู้ป่วยรู้สึกขอบคุณบุคลากรทุกท่าน คุณเบญคิดว่าเรื่องจิตใจของคนในครอบครัวอาจจะต้องดูแลกันเองด้วย

ปิดท้ายด้วยพระอาจารย์จากมหาจุฬา(ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้)

หลวงพ่อ

อนุโมทนาบุญกับผู้ที่มีจิตกุศล ผู้ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนเปรียบได้ดั่งพระโพธิสัตว์

ท่านมีความเห็นว่าการที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้นั้นตนเองต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งเรียนรู้ตนเองว่ามีเป้าหมายชีวิตอย่างไร รู้จักตัวเองเป็นเบื้องต้น "ธรรมคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรม"  "จิตที่สูงส่ง กำลังที่แข็งแกร่ง และช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตว่างอย่างแท้จริง"

ผมขอจบการเล่าเรื่องไว้เท่านี้ครับ ครั้งหน้าจะเล่าเรื่องที่ผมไปประชุมงาน 101 ปี ท่านพุทธทาสครับ