เพื่อน

เรื่องแรกเมื่อวาน(5ก.ค.)ได้ไปพบกับเพื่อนๆ โครงการเยาวชน1000ทางอนุภาคกลาง

เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกันอีกครั้งในการดำเนินโครงการกัน เนื่องจากว่าเพื่อนอนุภาคกลางของเรายังไม่ได้

เคยเข้าร่วมค่ายสัมมนาของโครงการเลย จึงเป็นเพื่อนภาคเดียวเลยที่ยังไม่เคยได้พบปะกับเพื่อนๆภาคอื่นๆ

แต่ผมก็ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไร เนื่องจาเพื่อนกลุ่มเพื่อนที่ดูแลในภาคกลาง มีประสบการณ์ในการทำงานกับเยาวชนสูงมากอยู่แล้ว แต่ก็คงต้องมาแลกเปลี่ยนวิธีและแนวคิดในการทำงานกันกับเพื่อนๆที่ทำงานกันอยู่ในทุกภาคให้

มากกว่านี้ เพราะผมคิดว่า ความเป็นหนึ่งเดียวของเพื่อนๆสำคัญที่สุดในการที่จะเดินไปสู่จดหมายของงาน

งานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อนก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

 

อีกประการนึง ก็คือเมื่อคืนผมได้ออนเอ็มเพื่อเช็คเมล์ ก็มีน้องคนนึงได้แอ็ดเอ็มเข้ามาคุยกับผม ซึ่งทั้งน้องและผมก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่น้องบอกว่าไดเมล์ผมมาจากเว็บอารายก็ไม่รู้(น้องจำไมได้)ซึ่งเกี่ยวกับงานเยาวชน น้องเขาถามถึงเรื่องโครงการเยาชน1000ทาง ซึ่งน้องเขามีความสนใจที่อยากจะทำกิจกรรม ผมก็บอกถึงรายละเอียดในเบื้องต้นไป เพราะเว็บ1000ทางยังใช้ไม่ได้(น้องบอกมาว่าพยายามเข้าเว็บแล้ว) และผมก็ได้บอกไปว่าจะมีการจัดค่ายก้วแรกสู่การพัฒนาสังคมด้วยนะ โดยค่ายนี้เน้นเรื่องการทำความเข้าใจกับการทำงานพื่อสังคม การรู้จักตนเอง การเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น รวมไปถึงการฝึกคิดในการพัฒนาโครงการเพื่อสังคมอย่างๆง่าย

ดูน้องเขาสนใจมากๆ

 

แต่ก็มีประโยคนึงจากน้องทำให้ผมได้ฉุดคดถึงอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ น้องถามว่าแล้วใช้หลักเกณอะไรในการคัดเลือกคนเข้าค่าย ผมก็บอกไปว่าจะมีหลักเกณกลางบวกกับเกณตามความเหมาะสมของแต่ละอนุภาค

ผมก็เลยคิดไปถึงบทสนทนากันกับพื่อนอนุภาคกลางที่เราคุยกันถึงเกณการคัดโครงการว่า เราจะตอบคำถามแบไหน อย่างไรดีสำหรัน้องที่ไม่ได่รับการสนับสนุนโครงการ

 

บางทีการทำงานของเรามักจะใช้ความคิดและความรู้สึกเป็นหลักบ้าง เพราะบาอย่างมันไม่สามารถที่จะให้คะแนนเป็นตัวเลขอย่างจริงจังได้ บางครั้งต้องใช้ความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ความตั้งใจจริง ความจริงใจ ความรักฯลฯ

ซึ่งต้องอาศัยการพูดคุยเป็นหลัก และก็ต่างจากการทำข้อสอบแบบเลืกตอบเป็นอย่างมาก ก็คงเหมือนกับที่เวลาทำข้อสอบทีมีช้อยให้เลือก ก.ข.ค.ง.ตอบถูกได้คะแนนตอบผิด0 ถ้าทำข้อสอบแบบข้อเขียนก็คงต้องใช้ความรู้ที่มีมาบวกกับความรู้สึกและคนให้คะแนนก็ต้องใช้ความรู้ ความรู้สึก เช่นกันในการให้คะแนน

 

หากมีคำถามเกิดขึ้นในใจข้อสอบแบบตอบ ก.ข.ค. มันตายตัวอยู่แล้ว แต่แบบข้อเขียนงต้องมีการอธิบายกันพอสมควรเลยที่เดียว ถ้าผู้รับคำตอบใจก็ดีป แต่ถ้าไม่เข้าใจก็คงรู้สึกไม่ดี ก็เพราะว่ามันไม่ตายตัว แต่ใช้ความรู้สึก

 

สิ่งนึงที่ผมกังวลใจก็เรื่องของความรู้สึก และการตอบคำถามให้น้องๆที่ไม่ได้คัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี่ละ แทนที่จะเป็นก้าวแรกในการทำสิ่งดีๆ อาจจะกลายเป็นก้าวแรกที่สร้างควมไมประทับใจและไม่คิดที่จะทำสิ่งดีๆให้สังคมก็ได้ เนื่องด้วยกับสิ่งที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้นนะ

 

แต่เมื่อคืนผมก็ได้พูดคุยและบอกถึงสิ่งที่ผมคิดให้เพื่อนๆได้ฟังและพยายามคิดหาหนทางออกที่ดีกันอยู่กับ พี่เป๊ะ น้องซีน่า จิล เดี่ยว เจ้าปาล์ม ส่วนต้าออกมาทีหลังเพราะทำงานอยู่

ซึ่งเราคงมีวิธี และทางออกที่ดีได้นะ ผมคิดอย่างนั้น

 

อีกเรื่องก็คือต่อไปเราคงที่จะกำหนดหน้าที่ต่างๆ ของตำแห่นงงานให้ชัดเจน ไปเลยซึ่งดีกว่าใช้ความรู้สึกเช่น

คนทำงานเต็มเวลารับผิดชอบอะไรบ้าง คนทำงานแบบไม่เต็มเวลาทำอะไรบ้าง ผู้จัดการรับผิดชอบอะไร ผู้ประสานงานรับผิดชอบงานอะไร มันอาจจะดูว่าเป็นเรื่องง่ายคงไม่ต้องตกลงกัน แต่ผมคิดว่าแต่ละคนคิดและมีความสามารถในการรับผิดชอบงานต่างกัน ประบการในการทำงานก็ต่างกัน บางนเป็นมือใหม่ไม่ประสการเลยก็มี ซึ่งมันทำให้การรับรู้และเข้าใจในเนื้องานต่างกัน เพราะผมเริ่มเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ในโครงการเยาวชน1000ทาง

 

ขอให้ความรู้สึกที่รักและปรารถนาดีต่อกันเกิดขึ้นให้มากที่สุดในการทำงานนี้นะครับเพื่อนๆ

 

วันนี้เขียนยาวจัง

 

เรื่องสุดท้ายแล้วดีกว่า

หากว่าในทุกๆวัน เราตื่นขึ้นมา แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากพบ อยากที่จะเจอกับคนๆนึงด้วยความรู้สึกที่ดี ได้คุยกันบ้าง ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเขา ได้เห็นสีหน้าของเขาที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง รู้สึกอยากพาไปเที่ยว ไปดูหนัง  และยิ่งเวลาเห็นเขามีสีหน้าที่ไม่สบายใจ เราก็อยากพูดคุยหรือพาเขาไปไหนก็ได้ให้สบายใจ

นั่นแสดงว่าเราคงมีความรู้สึกที่ดีมากๆกับเขาใช่ไหมน้า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มันทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งเลยนะที่เจอเธอ และผมก็ชอบแอบมองดูเธอด้วย อะนะ สำหรับผมเธอดูน่ารักขึ้น ทุกวันๆเลยทีเดียวเชียวละ ไม่รู้ว่าเธอจะรู้ตัวหรือเปล่า</p>ไปแร้ว บ้ายบายยยยยยยย