ห้ามใช้เลือดจาก tube CBC และระวังอย่างให้เม็ดเลือดแดงแตก(Hemolysis)

 

วันนี้เพื่อนร่วมวิชาชีพได้นำปัญหาการเจาะเลือดส่งตรวจอิเลคโตรลัยท์ที่เขาพบในโรงพยาบาลของเขา...มาพูดคุยกันในเวบบอร์ดแห่งหนึ่ง..ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์มากจึงขอนำมาเล่าต่อนะครับ...

 

 ...ปัญหาคือ เขาตรวจเลือดหาอิเลคโตรลัยท์ในผู้ป่วยรายหนึ่ง(เจาะเลือดจาก ER)เขาพบว่ามีค่าโปแทสเซียม(K)สูงถึง 30.0 mmol/L (ซึ่งเป็นค่าที่สูงมาก...สูงเกินกว่าที่คนเป็นๆจะมีค่าขนาดนี้ได้)..เขาจึงตรวจเลือดใหม่ค่าที่ได้ก็ยังสูงเหมือนเดิม...เขาจึงขอให้พยาบาลช่วยเจาะเลือดผู้ป่วยมาใหม่...แปลกแฮะ/...คราวนี้เหลือแค่ 2.4 mmol/L ...เขาจึงนำเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนกัน

....ปรากฎว่า..มีเพื่อนร่วมวิชาชีพจำนวนมากได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ต่างก็เคยพบเห็นปัญหาลักษณะนี้มาเหมือนกัน...และหลายคนก็สามารถหาสาเหตุได้  ..ซึ่งพอจะสรุปว่ามี 2 เหตุที่พบบ่อยคือ

1.เจาะเลือดผู้ป่วยใส่หลอดที่มีสารกันเลือดแข็งตัวชนิด EDTA (ที่ส่งตรวจ CBC)

...โดยมีกรณีตัวอย่าง ดังนี้  มี รพ.แห่งหนึ่งเจาะเลือดผู้ป่วยใส่ tube EDTA เมื่อรู้ตัวว่าเจาะผิดจึงนำเลือดใน tube EDTA เทใส่ tube ที่จะส่งตรวจอิเลคโตรลัยท์(โอมมม..ปิ๊งส์/..เปลี่ยนจากผิดกลายเป็นถูกเลย..เห็นมะ?)  ...ขณะที่มีอีก รพ.ที่เจาะเลือดส่งตรวจอิเลคโตรลัยท์ได้น้อยก็เลยเทเลือดในหลอด EDTA ผสมเข้าไปใน tube ที่จะส่งตรวจอิเลคโตรลัยท์(ประมาณว่าหวังดี..กลัวเลือดไม่พอตรวจ)...และมีอีก รพ.ที่นำฝาจุก tube EDTA มาปิดสลับกับฝาจุก tube อิเลคโตรลัยท์...ทำให้เวลาส่งไปตรวจเกิดการสลับหลอดเลือดกัน

...กรณีทั้งหมดนี้ทำให้ค่า K สูงขึ้นแน่นอน..เพราะใน tube EDTA นั้นจะมีเกลือโปแทสเซียมเป็นส่วนประกอบหลักอยู่แล้ว...ดังนั้นจึงทำให้ค่า K ของคนไข้สูงไปด้วย

 

2.เลือดที่เจาะส่งมานั้นมีเม็ดเลือดแดงแตก(Hemolysis) ..อาจจะด้วยเพราะเทคนิคการเจาะเลือดไม่ดี...หรืออาจตั้งเลือด(เพื่อรอส่ง)ไว้ในที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อนไป  โดนแสงแดดส่อง  ..หรือ ฯลฯ

...เนื่องจากในเซลล์ทุกชนิด (รวมทั้งเม็ดเลือดแดง)จะมี K อยู่สูงกว่าน้ำนอกเซลล์(เช่นserum)มาก...ดังนั้นถ้าเซลล์แตกก็จะปล่อย K ออกมาปนอยู่ใน serum/plasma มากดังนั้นค่าที่ตรวจได้ก็จะสูงไปด้วย...

 

...ทั้งสองกรณีนี้..แม้มีเหตุที่แตกต่าง...แต่ก็ให้ผลเหมือนกัน..คือ ค่า K ของคนไข้จะสูงเกินจริง...ค่าที่สูงนี้ไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพของเขา..แต่เกิดจากฝีมือของพวกเราเอง..ซึ่งอาจสร้างความสับสนต่อแพทย์ผู้รักษาได้.....