ข้อสังเกตุบางประการ ต่อมุมมองความพยายามรณรงค์ ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อสร้างค่านิยมและความภาคภูมิใจ ให้คนไทยตั้งชื่อไทยให้มากขึ้น ทำไมอย่างไร และอะไรคนไทยจึงไม่อยากใช้ชื่อไทย

สำคัญเช่นไร

เปลี่ยนชื่อเป็นไทย  

 

แค่องค์ประกอบของข่าวจากกระทรวงวัฒนธรรม เราก็สามารถค้นพบสมมุติฐานที่ยังดำรงอยู่ ระหว่างความเข้าใจของผู้ปฏิบัตินโยบายภาครัฐกับประชาชนโดยทั่วไป ว่าคลาดเคลื่อนระหว่างกันเพียงใด จากเนื้อข่าวความพยายาม ที่จะรณรงค์ค่านิยมคนไทยของกระทรวงวัฒนธรรม และการแถลงข่าวของปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ว่าต้องการรณรงค์ให้คนไทยใช้ชื่อภาษาไทยให้มากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เรารับรู้วันนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่นอีกต่อไป 

ไม่ใช่เพียงความหมายในบทบาทหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้น ที่ได้รับการตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงสิ่งที่ควรกระทำและไม่ควรกระทำ สิ่งที่ควรคิดและไม่ควรคิดระหว่างการหยุดนิ่งตายตัวกับพลวัตวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหว แต่ยังเป็นความหมายในปัญหาวันนี้ของประเทศไทย ทั้งช่องว่างของความเข้าใจ และความปรารถนาที่จะให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในนิยามของความดีงาม และความดีงามทางวัฒนธรรม หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ทางวัฒนธรรม ให้เกิดขึ้นในหัวจิตหัวใจของคนไทยปัจจุบัน 

ความรู้สึกผูกพันต่อชื่อ มีความหมายในตัวตนอย่างชัดเจน มีทั้งนัยยะและอัตตลักษณ์ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สำคัญอย่างมากสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้จะรวยจะจน จะมงคลจะอับโชค ก็ล้วนถูกกำหนดด้วยความเชื่อถึงชื่อ ว่าส่งผลต่อหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผู้คน ไม่นับกับความหมายเชิงลึก ถึงการแสดงออกซึ่งความภาคภูมิใจที่ตามมา แสดงออกให้เห็นว่าลูกหลานฉันคือใคร เขาคือใคร มาจากไหน และเติบโตไปอย่างไรบ้าง หากมีชื่อของความเป็นตัวตนกำกับตัวเขาเหล่านั้นไว้ 

หากนับเจตนาของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงวัฒนธรรม ผู้กำหนดนโยบาย พยายามนำเสนอ และพยายามผลักดันให้มีการรณรงค์ต่อจิตใจคนไทย ให้รักและเชื่อมั่น กระทั่งโน้มน้าวให้เกิดความนิยมต่อชื่อที่มีความเป็นไทย เราก็จะต้องนับคุณค่าในความพยายามเหล่านี้ ว่าเป็นสิ่งดีและสิ่งอันงดงาม เป็นเจตนาดีที่เราไม่ควรมองข้าม เพียงแต่ปัญหาของสิ่งที่มากเกินไป ซึ่งควรต้องอธิบายถึงขั้นตอนที่ลัดเกินไป ในการเล็งผลเลิศที่มากเกินไปว่า เมื่อรณรงค์ให้เกิดกระแสความนิยมแล้ว คนไทยก็จะคืนกลับมาสู่ตัวตนของความเป็นชื่อไทย อันสะท้อนต่อความเป็นคนไทย 

สิ่งที่ถูกมองข้ามอย่างมากก็คือ ชื่อฝรั่งมังค่า ชื่อวิเทศสโมสร ชื่อแขก จีน มอญ ทั้งหลาย ที่ไม่ใช่คำไทยทั้งหลายนั้น ล้วนมีที่มาอันเกิดจากความเชื่อมั่นของพ่อแม่ญาติโยม ที่ตั้งชื่อให้ลูกหลาน ว่าจะส่งผลด้านบวก ส่งภาพลักษณ์ที่ดี ฟังดูเก๋ไก๋ หรือเหตุผลใดก็ตามที่ดูดีมีสกุล สำหรับผู้ที่มีชื่อเหล่านี้กำกับ ทั้งหมดของเหตุผลล้วนสะท้อนมาจากเบื้องลึกภายในใจทั้งสิ้น 

และสิ่งเหล่านี้ก็สั่งสม สะท้อน และได้รับการใช้มาโดยตลอด โดยมีสิ่งที่เราทั้งหลายไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กระแสความนิยมหรือค่านิยมในการตั้งชื่อเหล่านั้น ล้วนสะท้อนความต้องการ เพื่อให้ตัวเองดูดี มีศรีสง่า พบหน้าค่าตาในสังคมได้ โดยได้รับการยอมรับ จะจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อมีชื่อเหล่านี้ ก็ดูดีทั้งสิ้น การตั้งชื่อฝรั่งก็มีรากจากสิ่งที่สังคมไทยเป็นอยู่ ก็ในเมื่อฝรั่งดูดี และกระแสสังคม ชนชั้นนำทั้งหลายผู้คนในประเทศนี้ ต่างนิยมชมชอบฝรั่ง คุณค่าของชื่อฝรั่งทำไมจะใช้ไม่ได้ เมื่ออยากมีชื่อของตัวเองเป็นชื่อฝรั่ง นามสกุลเป็นไทย 

กระบวนการสะท้อนภาวะสังคมแบบสองภาษา ไม่ใช่เกิดขึ้นที่เดียวในประเทศไทย ในโลกปัจจุบันที่การย้ายถิ่นคือปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประวัติศาสตร์ เท่าที่มนุษยชาติเคยเดินทางไกลบนโลกใบนี้ ชื่อมากมายเช่น มิเชล โหยว - ไมเคิล ฮุย - ฟรานซินส์ ลี - อเมนต้า จาง - นีน่า หยวน หรืออีกนานัปการของชื่อที่ผสม ข้ามทั้งสองสัญชาติสองสายพันธุ์ภาษา  

การนิยมนำชื่อมากำกับตัวตนของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนง หรือมีนิยมโน้มเอียงกับอีกภาษาหนึ่งเท่านั้น แต่กลับเป็นหนึ่งในการต่อสู้ของผู้คนในสังคม เพื่อแสดงอัตตลักษณ์ แสดงพื้นที่ของความรู้สึก ให้ปรากฏและจารึกในตัวตน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ย้ายประเทศย้ายถิ่นฐาน การคิดชื่อให้ผสมผสาน อาจเป็นหนึ่งในการต่อสู้เพื่อมีที่ยืนทางสังคม กักพื้นที่ของตัวเอง เท่ากับเป็นการแสดงตัวตนแบบผสมผสานรูปแบบใหม่ ด้านหนึ่งก็ยอมรับต่อวัฒนธรรมหลัก ด้านหนึ่งก็ปิดกั้นและปกป้องชื่อเดิมสกุลเดิมไว้ 

ดังนั้นหากเรากล่าวว่า วัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนเช่นนี้ไม่ดีไม่งาม เราก็ควรจะตั้งมุมมองใหม่ ว่ามีอยู่ภาพสะท้อนหนึ่งที่ชื่อเหล่านี้ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อป้องกันความหมายใหม่ และสร้างให้ตัวตนของเขา ไม่ใช่เพียงผู้ถูกกระทำ 

ในประวัติศาสตร์และรากของภาษา บอกให้เรารับรู้มาเสมอว่า ชื่อเรียกชนชาติมากมายในโลกนี้ ล้วนเรียกตัวเอง ให้แทนที่ความหมายของความเป็นคนทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะการดูถูกเหยียดหยาม หรือเพราะกดขี่ทางชาติพันธุ์หรอกหรือ ที่ผลักให้คนเผ่าพันธุ์ต่างๆต้องตั้งชื่อแบบตรงๆ เพื่อบอกกับคนเชื้อชาติอื่นว่าฉันคือคน เขาคือคน และคนเผ่าพันธุ์นี้คือคน 

ทั้งหมดคือหัวใจ ที่สะท้อนออกมาในความจริงที่วันนี้ เรามีคนไทยชื่อฝรั่งอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ใช่เพราะเขาต้องการจะบอกถึงสถานะ ความสวยงาม คุณค่าในแบบที่เขาเหล่านั้นเชื่อมั่น จึงทำให้เราได้รับคำตอบวันนี้ 

ไม่ใช่เพราะตัวตนของความเป็นแขกภารตะ ที่คงอารยธรรมอันคู่ควรต่อชนชั้นสูงหรอกหรือ ที่ทำให้ภาษาสันสกฤต มคธบาลี กลายเป็นคำหลักที่เราใช้ จนเราปวารณาว่าเป็นคำไทย ภาษาไทย โดยมีรากของคำเหล่านี้ประกอบความหมาย ไม่ใช่เพราะการประดิษฐ์เชื่อมโยงจากทั้งคำแขก คำกัมพุช หรืออีกหลากหลายภาษาที่เราเชื่อว่า มีอารยธรรม จารีตประเพณีอันสูงส่งหรือ ที่เรานำพามาใส่ไว้ 

ไม่ใช่เพราะมงคลหรือความงดงามของคำของเสียง และความหมายหรอกหรือ ที่ทำให้ความภาคภูมิใจเหล่านี้ ประดิษฐ์ ประดอยนามสกุลคนไทยให้ยาวเป็นไม้บรรทัด เพียงเพราะเชื่อว่า ทั้งมงคล ทั้งงดงาม และสะท้อนความเป็นคนของเขาออกมา 

สิ่งหนึ่งที่กระทรวงวัฒนธรรม ต้องทำความเข้าใจกับการถูกกด ถูกเหยียดหยาม และสร้างมาตรฐานค่านิยมเพื่อกดดันให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ต้องหาทางออกกับชื่อที่มีความหมายมากกว่า มีคุณค่าที่เขาเหล่านั้นเชื่อมั่นว่า ส่งผลต่อความงามในการรับรู้ของใจเขาเอง 

สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมต้องตอบ หากจะจัดทำแผนรณรงค์ เพื่อให้เกิดค่านิยมใหม่ในการตั้งชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พยายามรณรงค์คุณค่าของความเป็นคำไทย ไม่ใช่เพราะแย้งว่าไม่ควร แต่เห็นด้วยและสนับสนุนให้คนไทยเชื่อมั่น ในคุณค่าของคำไทย แต่เพราะเห็นว่า วิธีการที่กำลังจะรณรงค์ได้มองข้ามไป คือขั้นตอนก่อนที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่อยากมีบุญนำหน้าชื่อ ไม่ใช่เพราะการกระทำ เพราะการได้รับการดูถูกเหยียดหยาม ดูแคลนเท่านั้น แต่รวมทั้งหมดในความหมายที่กระทำต่อเขา จนไม่ปลาบปลื้มใจและไม่ภูมิใจที่จะใช้คำไทยในชื่อ  

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ประโยชน์ แบบตระหนักรู้ถึงรากรู้ถึงที่มาของชื่อ เพราะบางครั้งคำฝรั่งที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็ดูดีได้ในสังคมที่ไม่ได้ให้เกียรติให้คุณค่าแท้จริงกำกับ คุณค่าเทียมที่ฉาบชื่อไว้ กลับทรงพลังมากกว่าในการรับรู้ของผู้คนในสังคม ดังนั้น เมื่อไม่รู้รากแต่ดูดี และใช้ประโยชน์ได้จริง ก็กลายเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อได้ดียิ่ง 

จอร์จ นากระโทก ไมเคิล  หนองน้ำเขียว  ริชาร์ด เขียวแท้ สมิท โนนน้อย เจนนิเฟอร์ เอียดสูง มิเชล ไชวัน และอีกมากมายของชื่อผสมผสาน ล้วนเกิดขึ้นได้ และเชื่อว่ายังคงเกิดขึ้นต่อไป ในท่ามกลางการรณรงค์ของกระทรวงวัฒนธรรม เพราะสิ่งที่กระทรวงกำลังทำ และต้องการจะทำ เพื่อให้เกิดดอกผลของค่านิยมทางสังคม ในความรักความเชื่อต่อชื่อไทย คือการทำลายโครงสร้างทางวัฒนธรรม ที่ดูถูกเหยียดหยาม ดูไม่ดี ใช้ประโยชน์ไม่ได้จริงในสังคมไทย จนต้องก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของชื่อแซ่ตนเอง 

คำตอบในการกระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ในภารกิจรณรงค์ของกระทรวงวัฒนธรรม ถูกสรุปรวมไว้กับความหมายว่า ความภาคภูมิใจนั้น อยู่กับชื่อซึ่งเป็นคำไทย เราคงต้องมารณรงค์ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างทางสังคมที่ซ่อนเร้น คอยแอบกดดันผู้คนส่วนใหญ่ ให้รู้สึกต่ำต้อยไม่ภาคภูมิใจ จนหาคำตอบจากชื่อของเผ่าพันธุ์อื่น เพื่อทำให้ตัวเองดูดีมีตัวตนขึ้นมา รวมทั้งสรุปสิ่งที่คนแวดล้อม และเจ้าของชื่อต้องการให้เป็น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต 

สรุปก็คือ วันนี้กระทรวงวัฒนธรรม กำลังจะรณรงค์ชื่อ ที่ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่เป็นรณรงค์ที่สะท้อนการทำลายโครงสร้างอันกดดันความรู้สึก ของคนที่ตั้งชื่อคนไทยมาโดยตลอด ดังนั้นความหมายของค่านิยม ที่ฉาบความเข้าใจเราไว้ จึงต้องเป็นการบ้านที่กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องทำความเข้าใจเสมอ  

ว่าภายใต้ภูเขาน้ำแข็งของชื่อฝรั่งทั้งหลายที่ปรากฏนั้นเป็นเพียงยอด ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้นคือปัญหาที่กดดันเหยียดหยาม ให้เขาต้องละทิ้งและไม่ใช้ประโยชน์จากชื่อไทย ลำพังเพียงความไม่เชื่อมั่น ไม่ใช่เพราะไม่ชอบเท่านั้น แต่แท้จริงคือคำไทยเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้จริง และทำให้เขาเหล่านั้นไม่มีเกียรติและความภาคภูมิใจในสังคมไทยได้ เขาจึงต้องใช้ชื่อฝรั่ง เพื่อแทนตัวเองถึงความภาคภูมิใจใหม่ที่เขาเหล่านั้น อยากสร้างอยากเป็น ในตัวตนของเขาเอง และเป็นโจทย์ให้กระทรวงวัฒนธรรมรู้ว่า ไม่ใช่แค่ชื่อจะเปลี่ยนได้เท่านั้น หัวใจที่อยู่ภายในเขาต่างหากที่เปลี่ยนได้ หากโครงสร้างใดก็ตาม ไม่มีที่ทางให้เขาเหล่านั้นได้ยืนอย่างมีเกียรติ 

อ้างอิง

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000077412&Keyword=%a1%c3%d0%b7%c3%c7%a7%c7%d1%b2%b9%b8%c3%c3%c1 

วธ.รณรงค์ตั้งชื่อเด็กเป็นภาษาไทย-ภาษาท้องถิ่น  

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2550 17:25 น.         

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เนื่องจากปี 2550 เป็นปีภาษาไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดโครงการรณรงค์ตั้งชื่อเล่นของเด็กและเยาวชน หันมาใส่ใจชื่อเล่นไทยและภาษาท้องถิ่น โดยมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่นสำรวจชื่อเล่นของเด็กและเยาวชนที่ผู้ปกครองนิยมตั้งให้บุตรหลานและมีผลต่อการใช้ภาษาไทยในจังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน ที่ผ่านมา จากแบบสำรวจ 3,000 ชุด ได้รับคืน 2,828 ชุด คิดเป็นร้อยละ 94.26 พบว่ามีการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย 1,531 คน คิดเป็นร้อยละ 54.13 มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 1,297 คน คิดเป็นร้อยละ 45.87 แบ่งเป็นระดับประถมศึกษาจำนวน 668 คน คิดเป็นร้อยละ 53.05 ระดับมัธยมศึกษาจำนวน 523 คน คิดเป็นร้อยละ 40.32 ระดับอุดมศึกษาจำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 6.63        

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากผลการสำรวจพบว่ามีแนวโน้มว่าผู้ปกครองนิยมตั้งชื่อเล่นบุตรหลานเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นตามลำดับ ชื่อยอดนิยมเช่น บอล ซึ่งอาจคล้องกับชื่อเล่นของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ฮีโร่ชาว จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ ทางสำนักงานวัฒนธรรมขอนแก่น ยังสำรวจพบว่าชื่อในภาษาท้องถิ่นและมีความหมายดีดี เช่น คำว่า "บุญ" นำหน้า อาทิ บุญมี บุญมา บุญสี บุญตา คำว่า "คำ" นำหน้า อาทิ คำมี คำมา ทองคำ คำสี คำสา รวมทั้งคำว่า "บักหำน้อย" ที่เรียกแทนเด็ก ซึ่งชื่อและคำในภาษาท้องถิ่นเหล่านี้นับวันกำลังเลือนหายไป        

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ยังกล่าวอีกว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเด็กในจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และชัยภูมิ รวม 240 คน เข้าค่ายเยาวชนศิลปะและการอนุรักษ์ภาษาไทยและภาษาถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาษากับปราชญ์ท้องถิ่น ปลูกฝังเด็กรักภาษาไทยและภาษาถิ่น พบว่าเด็กที่เข้าค่ายส่วนใหญ่มีชื่อเล่นเป็นภาษาอังกฤษเกือบร้อยละ 70 นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจะสำรวจชื่อเล่นในจังหวัดภาคอื่นๆ โดยให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเร่งสำรวจข้อมูลการตั้งชื่อดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำไปหารือกับราชบัณฑิตยสถาน เพื่อวางแนวทางจัดทำหนังสือการตั้งชื่อเล่นที่ถูกโฉลก สร้างค่านิยมในการตั้งชื่อเล่นเป็นภาษาไทย กระตุ้นให้เกิดความภูมิใจในความเป็นไทยต่อไป