ทุกๆ ปีในวันพ่อแห่งชาติ เป็นช่วงเวลาที่ฉันจะต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัว แต่ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2549) คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.นเรศวร ได้ทำกิจกรรมพิเศษแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้นในโรงเรียนทันตแพทย์ ซึ่งแม้ว่าฉันและใครๆ อีกหลายคนจะแอบบ่น (ในใจ) ว่า “ทำไมต้องมาจัดตอนนี้ด้วย เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ใครๆ ก็อยากกลับบ้านในช่วงวันพิเศษที่เป็นวันหยุดยาวเช่นนั้น” แต่ในอีกด้านหนึ่งฉันเองก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนั้น เพราะในความคาดหวังลึกๆ แล้ว ฉันเองก็อยากให้คณะทันตแพทย์ของฉัน เป็นคณะที่ใครๆ ที่เหยียบย่างเข้ามาก็จะพบกับความสุขเสียที
คงไม่ต้องกล่าวย้ำว่า ในวันนั้นกิจกรรมที่พวกเราได้ร่วมกันทำทำให้เกิดความสุขมากมายเพียงใดราวกับว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขได้หยั่งรากลงในใจของพวกเราเสียแล้ว ฉันเอง (แอบ) คิดในใจ (อีกแล้ว) ว่ากลับไปครานี้ อะไรๆ คงจะดีขึ้นเป็นลำดับ
เป็นดังคาด สัปดาห์แรกลูกศิษย์ของฉันทำงานในคลินิกกันอย่างมีความสุข จนบรรดาเด็กนักเรียนในห้องชุมชนแอบบ่นด้วยความอิจฉาว่าพวกเขาอยากจะมีโอกาสออกไปสัมผัสความรู้สึกเช่นนั้นเสียเร็วๆ บรรยากาศในคลินิกไม่เงียบและหงอยเหงาเหมือนที่เคยเป็น ทุกคนพูดจาหยอกล้อเป็นกันเองราวเพื่อนสนิท เพื่อนอาจารย์หลายคนเริ่มเข้าใจ และทำใจยอมรับพฤติกรรมต่างๆ ของนักเรียนได้มากขึ้น ใจเย็นลง และพยายามที่จะรับฟังในเหตุผลของนักเรียน ผ่านไปสัปดาห์ที่ 2, 3, 4 ทุกอย่างทำท่าไปได้สวย จนฉันเองก็ลืมที่จะสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ล่วงมาจนเดือนเมษา ช่วงเวลามหาร้อนในรอบปี ฉันมีโอกาสเริ่มย้อนกลับมานั่งทบทวนว่า “เอ! ไอ้ความสุขที่ว่า มันเริ่มจางหายไปไหนแล้วเหนอ ?”ฉันเริ่มหันไปคุยกะอาจารย์รุ่นน้องว่า เธอรู้สึกเช่นเดียวกับฉันไหม คำตอบที่ได้ ไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่ฉันคิดมากนัก (แสดงว่าความคิดของฉันก็ยังไม่ใช่ความคิดของอาจารย์แก่ๆ ซินะ) สิ่งที่ฉันสงสัย ยังไม่มีใครสามารถช่วยไขความข้องใจให้ได้เลยว่า “หลายฝ่ายลงทุนลงแรงไปกันงานนั้นไม่น้อย แต่ทำไมตอนนี้ทุกคนจึงยอมให้เหตุการณ์หมุนย้อนกลับไปเริ่มต้นยังจุดเดิมอีกแล้ว สถานการณ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยหรือ”
เมื่อหันไปทางขวาแล้วยังไม่ได้คำตอบ คราวนี้ฉันลองหันไปทางซ้าย ในทิศทางที่ฉันไม่เคยเข้าไปค้นหาคำตอบ อาจารย์รุ่นน้องคนนั้นกลับบอกว่า “เขาเห็นความสวยงามรื่นรมย์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น แม้จะผ่านมาจนถึงวันนี้มันก็ยังทำให้เขาอยู่ในคณะอย่างมีความสุขอยู่” ฉันถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่สะท้อนออกมาจากคนที่ฉันรู้จัก ทุกคนเริ่มมองว่ามันแย่ น้องบอกว่า “ผมใช้กระบวนการที่ได้จากงานในวันนั้นต่างหาก มันสอนให้ผมเรียนรู้ที่จะเข้าใจ (นักเรียน) กันมากขึ้น ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ไป ผมจะรู้หรือว่า นทพ. เขาคิดกันอย่างไร เขาเป็นคนแบบไหน ผมเรียนรู้ว่าผมควรสอนหรือเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่าทีอย่างไรที่ทำให้ทั้งเขาและผมยังอยู่ร่วมกัน (ในที่นี้หมายถึงใช้ชีวิตอย่างอาจารย์และศิษย์) อย่างมีความสุข”
ฉันเองได้เรียนรู้ในแง่หนึ่งว่า เหตุการณ์แห่งความสุขในปีที่แล้วมันไม่ได้ประทับอยู่ยง (ในใจ)ไปชั่วกาลนาน เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็เริ่มหลงลืม บ้างได้พบพานกับเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่มีทั้งสุข เศร้าเคล้าน้ำตา ผ่านร้อน ผ่านหนาว บ้างพบกับเรื่องต่างๆ จนลืมเหตุการณ์เก่าที่เคยเกิดขึ้นดังเช่นที่ฉันเป็น แต่หากทุกคนได้นำแนวคิด/กระบวนการในวันนั้นมาใช้ต่างหาก “การเรียนรู้ที่จะเปิดใจรับฟังคนอื่น จริงใจ ยอมรับในความเป็นเขา และพยายามที่จะเข้าใจเขา” มีบางคนใช้คำว่า“เข้าใจ ใช่ตัดสิน” มันกลับทำให้เราเป็นสุขได้อย่างเนิ่นนาน <p> </p>
สวัสดีค่าพี่
วันนี้เหนื่อยจังคะ ไปส่งเด็กปี 6 ตอนจะกลับน้องเค้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยคะ ทำให้เวลาอ่านเรื่องที่พี่เขียนแล้วยิ่งอินใหญ่เลย (Sympathy อีกแล้วมั้งเนี้ย.....ไม่ไหวๆๆ)
ตอนที่เราได้มีโอกาสคุยกันในเรื่องที่พี่เขียนถอดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกตอนนั้นก็ไม่ต่างจากที่พี่ว่าตอนแรกจริงๆ นั้นแหละคะที่ "เอ!! พอเวลาผ่านมานานเข้าทุกอย่างดูเหมือนจะซบเซา ความอิ่มเอม ความอ่อนโยน ความเอื้ออาทรบางอย่างดูเหมือนจะค่อยๆ อ่อนแรงลง ผกผันกับเวลาที่ยาวนานขึ้น เหมือนต้นไม้ที่ปลูกแล้วไม่ได้รับการใส่ปุ๋ยพรวนดินอย่างไงอย่างงั้น" แต่พอฟังบางแง่มุมของคนอื่น ทั้งๆ ที่เค้าก็ใกล้ตัวแต่หนูเองก็นึกไม่ถึงคะ ว่าเค้าจะเป็นผู้จุดประกายความคิดบางอย่างให้ทั้งพี่และหนูได้ฉุกคิด.......ต้องสารภาพนะคะพี่ว่าตอนแรกก็ค้านอยู่ในใจในสิ่งที่พี่พยายามถ่ายทอดแนวคิดที่พี่ได้ฉุกคิดมา แต่เวลานานเข้าทิฐิทางความคิดบางอย่างเริ่มจางลง สิ่งที่ตัวเองยึดและเชื่ออยู่เริ่มคลายลง ทำให้การพยายามที่จะเข้าใจและเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นตามมา
หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะพี่ ว่าประเด็นที่หนูได้เรียนรู้และพยายามเข้าใจมันจะเหมือนหรือต่างจากพี่ แต่ตอนนี้หนูเชื่อแล้วคะพี่ว่าสิ่งที่คณะกรรมการได้พยายามลงทุนลงแรงไปกับ "โครงการสัมมนาโรงเรียนทันตแพทยสร้างสุข" มันไม่ได้สูญสิ้นหรือหมดไปกับงบประมาณและกาลเวลา ตามที่หนูเข้าใจในตอนแรกหรอกคะพี่ แต่ถ้าพี่กลับมาถามหนูอีกครั้งว่า "น้องคิดอย่างไร" หนูคงจะตอบพี่กลับไปอย่างไม่ลังเลแล้วคะพี่ว่า "หนูเข้าใจและได้แนวความคิดบางอย่างกลับมาจากการเป็นทั้งผู้ดำเนินกิจกรรมและผู้เข้าร่วมกิจกรรม"
ต้นไม้ที่เราร่วมกันปลูกไม่ได้หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้วมันจะไม่ได้รับการดูแล หากเพียงแต่การดูแลที่ต้นไม้ต้นนี้ได้รับอาจไม่ได้มีคนทั้งหมดมารดน้ำ มาพรวนดิน พร้อมหน้าพร้อมตากัน หากแต่ละคนมีเวลาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาต่างหาก เราอาจไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นทำ คนอื่นอาจไม่เห็นสิ่งที่เราทำเช่นกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่การที่เรารู้สึกว่ามันซบเซาไป คงเป็นเพียงเพราะว่า เราอาจคิดจำกัดอยู่ที่ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่ดีขึ้น ต้องออกมาในรูปของสิ่งที่วัดได้ เห็นได้ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ถ้าถามตัวเองว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือวิธีคิดบางอย่างหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมนี้แล้วหรือไม่ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า เปลี่ยน ทั้งๆ ที่แนวคิดและวิธีคิดที่ชัดเจนและแน่แน่วต่างหากที่น่าจะทำให้ความยั่งยืนที่เราต้องการนักหนาอยู่ต่อไปได้ (ความยั่งยืนของกิจกรรมหรือในแนวของรูปธรรมมันคงตามมาถ้าแนวคิดและวิธีคิดเราชัดเจนและแจ่มชัดพอ)
อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะจริงแท้และแน่นอน คือ ต้นไม้ต้นนี้คงไม่อ่อนแอขนาดจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ และถึงแม้จะไม่รู้ว่า มีคนรดน้ำ พรวนดินอยู่กี่คน แต่ถ้าเราเชื่อมั่นแล้วเราหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ไปเรื่อยๆ แม้เราจะทำคนเดียวไม่รู้สึกว่ามีคนอื่นก็ไม่เห็นเป็นไร อย่างไง ต้นไม้ต้นนี้ก็ต้องโตต่อไปได้แม้ว่าอาจจะช้าไปบ้างแต่ก็โตแน่นอน.................
แฮะๆๆ ขอโทษนะคะ เขียนยาวมาก พอดีอย่างที่เคยบอก ถ้ามันโดนใจต้องตาก็อดแสดงความคิดเห็นไม่ได้อะคะ
ขอบคุณพี่นะคะ ที่เอาเรื่องอย่างนี้มาแลกเปลี่ยน มันทำให้หนูได้คิดหลายเรื่องเลยคะ
ปล.พี่เขียนดีออกคะ ไม่รู้มัวไปเก็บตัวอยู่ที่ไหนมา วันหลังเขียนมาอีกนะคะ จะรออ่านค่า
น้องรักของพี่.................(5555..........)
อยากให้ความรู้สึกอย่างนั้นกลับมาอีกครั้งและคงอยู่ตลอดไป ครับ
ขอบคุณ อ.ทิพย์ฤทัยที่เข้ามาให้กำลังใจ
โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าหากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นิสิต หรือใครๆ ช่วยกันสานต่อแนวคิด โรงเรียนทันตแพทย์ของเราน่าจะเป็นโรงเรียนแสนสุขได้แน่ค่ะ อ.ต้อม
สมัครเป็นคนสวนครับ