สวัสดีค่าพี่

วันนี้เหนื่อยจังคะ ไปส่งเด็กปี 6 ตอนจะกลับน้องเค้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยคะ ทำให้เวลาอ่านเรื่องที่พี่เขียนแล้วยิ่งอินใหญ่เลย (Sympathy อีกแล้วมั้งเนี้ย.....ไม่ไหวๆๆ)

ตอนที่เราได้มีโอกาสคุยกันในเรื่องที่พี่เขียนถอดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกตอนนั้นก็ไม่ต่างจากที่พี่ว่าตอนแรกจริงๆ นั้นแหละคะที่ "เอ!! พอเวลาผ่านมานานเข้าทุกอย่างดูเหมือนจะซบเซา ความอิ่มเอม ความอ่อนโยน ความเอื้ออาทรบางอย่างดูเหมือนจะค่อยๆ อ่อนแรงลง ผกผันกับเวลาที่ยาวนานขึ้น  เหมือนต้นไม้ที่ปลูกแล้วไม่ได้รับการใส่ปุ๋ยพรวนดินอย่างไงอย่างงั้น"  แต่พอฟังบางแง่มุมของคนอื่น ทั้งๆ ที่เค้าก็ใกล้ตัวแต่หนูเองก็นึกไม่ถึงคะ ว่าเค้าจะเป็นผู้จุดประกายความคิดบางอย่างให้ทั้งพี่และหนูได้ฉุกคิด.......ต้องสารภาพนะคะพี่ว่าตอนแรกก็ค้านอยู่ในใจในสิ่งที่พี่พยายามถ่ายทอดแนวคิดที่พี่ได้ฉุกคิดมา แต่เวลานานเข้าทิฐิทางความคิดบางอย่างเริ่มจางลง สิ่งที่ตัวเองยึดและเชื่ออยู่เริ่มคลายลง ทำให้การพยายามที่จะเข้าใจและเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นตามมา

หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะพี่ ว่าประเด็นที่หนูได้เรียนรู้และพยายามเข้าใจมันจะเหมือนหรือต่างจากพี่ แต่ตอนนี้หนูเชื่อแล้วคะพี่ว่าสิ่งที่คณะกรรมการได้พยายามลงทุนลงแรงไปกับ "โครงการสัมมนาโรงเรียนทันตแพทยสร้างสุข" มันไม่ได้สูญสิ้นหรือหมดไปกับงบประมาณและกาลเวลา ตามที่หนูเข้าใจในตอนแรกหรอกคะพี่ แต่ถ้าพี่กลับมาถามหนูอีกครั้งว่า "น้องคิดอย่างไร" หนูคงจะตอบพี่กลับไปอย่างไม่ลังเลแล้วคะพี่ว่า "หนูเข้าใจและได้แนวความคิดบางอย่างกลับมาจากการเป็นทั้งผู้ดำเนินกิจกรรมและผู้เข้าร่วมกิจกรรม" 

ต้นไม้ที่เราร่วมกันปลูกไม่ได้หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้วมันจะไม่ได้รับการดูแล หากเพียงแต่การดูแลที่ต้นไม้ต้นนี้ได้รับอาจไม่ได้มีคนทั้งหมดมารดน้ำ มาพรวนดิน พร้อมหน้าพร้อมตากัน หากแต่ละคนมีเวลาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาต่างหาก เราอาจไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นทำ คนอื่นอาจไม่เห็นสิ่งที่เราทำเช่นกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่การที่เรารู้สึกว่ามันซบเซาไป คงเป็นเพียงเพราะว่า เราอาจคิดจำกัดอยู่ที่ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่ดีขึ้น ต้องออกมาในรูปของสิ่งที่วัดได้ เห็นได้ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ถ้าถามตัวเองว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือวิธีคิดบางอย่างหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมนี้แล้วหรือไม่ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า เปลี่ยน ทั้งๆ ที่แนวคิดและวิธีคิดที่ชัดเจนและแน่แน่วต่างหากที่น่าจะทำให้ความยั่งยืนที่เราต้องการนักหนาอยู่ต่อไปได้ (ความยั่งยืนของกิจกรรมหรือในแนวของรูปธรรมมันคงตามมาถ้าแนวคิดและวิธีคิดเราชัดเจนและแจ่มชัดพอ)

อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะจริงแท้และแน่นอน คือ ต้นไม้ต้นนี้คงไม่อ่อนแอขนาดจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ และถึงแม้จะไม่รู้ว่า มีคนรดน้ำ พรวนดินอยู่กี่คน แต่ถ้าเราเชื่อมั่นแล้วเราหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ไปเรื่อยๆ แม้เราจะทำคนเดียวไม่รู้สึกว่ามีคนอื่นก็ไม่เห็นเป็นไร อย่างไง ต้นไม้ต้นนี้ก็ต้องโตต่อไปได้แม้ว่าอาจจะช้าไปบ้างแต่ก็โตแน่นอน.................

แฮะๆๆ ขอโทษนะคะ เขียนยาวมาก พอดีอย่างที่เคยบอก ถ้ามันโดนใจต้องตาก็อดแสดงความคิดเห็นไม่ได้อะคะ

ขอบคุณพี่นะคะ ที่เอาเรื่องอย่างนี้มาแลกเปลี่ยน มันทำให้หนูได้คิดหลายเรื่องเลยคะ

ปล.พี่เขียนดีออกคะ ไม่รู้มัวไปเก็บตัวอยู่ที่ไหนมา วันหลังเขียนมาอีกนะคะ จะรออ่านค่า

น้องรักของพี่.................(5555..........)