คุณศศินันท์ ถามผมมาเกี่ยวกับลักษณะร่วมของภาษาไทผมขออนุญาตนำเอกสารการสอนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเผยแพร่ 

ภาษาตระกูลไท

1.  ความหมายของคำว่าไท

จิตร ภูมิศักดิ์1ได้อธิบายคำว่าไทมาจากภาษาจีนว่าเทียน แปลว่า ฟ้า, ต้า แปลว่า ใหญ่

และ ไต้ แปลว่า สวรรค์ซึ่งภาษาตระกูลไทนั้นออกเสียง เป็นสองสำเนียงคือ

1. “ไทหมายถึง ไทยภาคกลางอีสาน ใต้ ลาวเหนือ ลาวใต้ ผู้ไท ทางเขตสิบสองจุไทและในเวียดนามเหนือ

2. “ไตหมายถึง ไทยภาคเหนือไตลื้อ สิบสองปันนา ในสาธารณรัฐ ประชาชนจีนไตลื้อทางเหนือสุดของประเทศลาวในแขวงพงสาลี ไตโหลงหรือไทใหญ่แห่งรัฐชาน พม่า รวมทั้ง ไตคำตี่ ไตพ่าเก่ ไตอ้ายตอนในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย

ความหมายดั้งเดิม ของ ไท หรือ ไต ก็คือ คนเช่น ไทบ้านใด๋ ไทเฮา ไทแขก และไทบ้านหรือไปตกตี่ไก๋ไตตี่อื่น

ส่วน เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์ได้ให้ความหมายของคำว่าไทไว้ดังนี้

1) หมายถึงประชาชน”“พลเมืองคนธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้าขุนหรือบริพารลูกเจ้าลูกขุน เช่นในคำว่าไพร่ฟ้าข้าไท” (ไพรฝาขาไท) ตามศิลาจารึกหลักที่หนึ่งและหลักที่สาม

2) หมายถึงคนหรือชาวตามความหมายที่ใช้ภาษาไทยถิ่นอีสาน และภาษาไทยถิ่นอื่น เช่นไทบ้านนอก-คนบ้านนอก หรือชาวบ้านนอก ไทเมือง-คนในเมืองไทบ้านเพิ่น-ชาวบ้านอื่น เป็นต้น

3) หมายความว่าฝ่ายหรือข้างความหมายนี้ปรากฏอยู่ในภาษาไทย ถิ่นอีสานว่าไท

เพิ่นไทโต๋-ฝ่ายเขาฝ่ายเราไทเขาไทเฮา-ข้างเขาข้างเรา เป็นต้น

4) หมายความว่าเป็นใหญ่และอิสระหมายถึงความเป็นไทไม่เป็น ทาส มีความเป็น

อิสระในการประกอบอาชีพมีศักดิ์ศรีในความเป็นเชื้อชาติที่ไม่ถูกกดขี่มีภาวะเทียมหน้าเทียมตาเสมอกับชนชาติอื่นทุกประการ คือมีความเป็นไทแก่ตัว กฎหมาย หมายถึงอิสระในการดำรงอยู่อย่างภาคภูมิตามความหมายนี้น่าจะเพิ่งบัญญัติตามความหมายขึ้นใหม่ในสมัยฝรั่งล่าเมืองขึ้นเพราะไม่ปรากฏมีความหมายนี้ในภาษาไทยถิ่นใดเลยนอกจากภาษาไทยกลาง

5) หมายถึง ชนชาติไทสาขาหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มไท ( Tai Group ) ซึ่งเรียกตนเองว่าไท” ( Tai ) และมีลักษณะของภาษาเป็นธนิต (aspirated ) เช่น ไทยสยาม ไทลาว ไทพวน ไทโย้ย ไทย้อ ผู้ไทไทตากใบ ไทกะเลิง เป็นต้น(ภาษาเหล่านี้คนไทยเจ้าของภาษาจะไม่เรียกว่า ภาษาไตสยาม ไตลาวไตพวน ไตย้อ ฯลฯ)

จากนิยามข้างต้นก็สามารถกำหนดได้ว่าคำว่า ไทก็หมายถึง คนที่อาศัยอยู่ในถิ่นต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆที่มีลักษณะทางภาษาและวัฒนธรรมคล้ายกัน

2.  แบ่งภาษาตระกูลไท

นักภาษาศาสตร์นิยมแบ่งภาษาถิ่นต่าง ๆโดยอาศัยลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1.  เชื้อชาติของเจ้าภาษาถือความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติที่มีต่อกันเป็นหลัก

2.  ตามลักษณะโครงสร้างของภาษามีโครงสร้างทางไวยากรณ์ (ระบบเสียง ระบบคำ) คล้าย

กันมากที่สุด

3.  การปกครองของประเทศ คือระหว่างรัฐกับรัฐ ซึ่งหมายถึง สถานที่ที่ผู้พูดภาษาถิ่นนั้นๆ อาศัยอยู่ เช่น ถิ่นเหนือถิ่นใต้ เป็นต้น ฟัง กวย ลี ( Fang Kui Li : 1 959)นักภาษาศาสตร์เชื้อสายจีนแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันได้แบ่งภาษาตระกูลไทออกเป็น 3 กลุ่มโดยดูความสัมพันธ์ของคำและเสียงดังต่อไปนี้

1)  ภาษาไทยกลุ่มตะวันตกเฉียงใต้( The South Western Tai) ได้แก่ภาษาที่พูดใน

- พม่า ได้แก่ ไตใหญ่ ไตแดงเป็นต้น

- ไทย ได้แก่ ไทยสยาม ไทตากใบเป็นต้น

- ลาว ได้แก่ ไตดำ ไตแดงเป็นต้น

- เวียดนาม ได้แก่ ไตขาว ไตดำเป็นต้น

- จีน ได้แก่ ไตลื้อ ไตหย่าเป็นต้น

- อินเดีย ได้แก่ อาหม ไตพ่าเก่ไตดำตี่

ไตอ้ายตอน เป็นต้น

2)  ภาษาไทกลุ่มกลาง ( TheCentral Tai ) ได้แก่ภาษา

- โท้ และนุงในประเทศเวียดนามเหนือ

- ลุงเจา และยุงชุนในประเทศจีน

- ไตบลัง

- เทียนเปา

3.  ภาษาไทกลุ่มเหนือ ( TheNorthern Tai ) ได้แก่ภาษา

- โป้อ้าย - เชียนเจียง

- อูหมิง - เสเหง

- เทียนโจว - ลิงยุน

- สีหลิน

ในการแบ่งดังกล่าวข้างต้นถือหลักการแบ่งโดยดูความสัมพันธ์ของคำและเสียงดังนี้*

1. ในด้านคำศัพท์มีคำศัพท์เป็นจำนวนมากที่ภาษาตระกูลไททั้ง 3กลุ่มนี้ใช้ร่วมกันอันเป็นการแสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์กันทางด้านเชื้อสายแต่ก็มีคำศัพท์บางคำที่จะพบในเพียง 2 กลุ่มแต่ไม่พบอีกใน 1 กลุ่ม ตัวอย่างเช่น คำว่าฟ้าภาษาไท กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้(ภาษาไทยกรุงเทพใช้ faa ) ภาษาไทยกลุ่มกลาง (ภาษา ลุงเจาใช้ faa ) แต่ภาษาไทกลุ่มเหนือ (ภาษา โป้อ้าย ใช้min ) เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีคำศัพท์บางคำที่ใช้เฉพาะ 1กลุ่มเท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงแบ่งภาษาตระกูลไทออกเป็น 3 กลุ่ม

2.ในด้านการเปลี่ยนแปลงเสียงจากรูปภาษาไทดั้งเดิม ( Proto- Tai ) นั้น ภาษาไทกลุ่มเหนือจะแตกต่างไปจากกลุ่มอื่น ๆในเรื่องที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างเสียงกักไม่ก้องที่เป็นเสียง Aspiration ( กลุ่มลม)กับเสียง Unaspiration (ไม่มีกลุ่มลม) ส่วนภาษาไทกลุ่มกลางนั้น จะแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นคือยังมีการใช้พยัญชนะควบกล้ำตามแบบ ภาษาไทดั้งเดิมอยู่ เช่น *tr - และ * thr -และถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปคำไปจากรูปคำดั้งเดิมแล้วก็ตามแต่ภาษาไทกลุ่มกลางนี้ ก็ยังคงแตกต่างไปจากกลุ่มอื่น ตัวอย่างเช่นคำว่าตาและหางภาษาไทยกรุงเทพฯ ใช้ [ taa ] และ [ haa ? ]ภาษาไท โป้อ้าย จะใช้ [ taa ] และ [ lii ?] ตามลำดับ แต่ภาษาไทกลุ่มกลางนี้ จะรวมเป็นเสียงเดียวกัน เช่นภาษา โท้ ใช้ [ thaa ] และ [ thaa ? ]และภาษา ลุงเจา ใช้ [ haa ] และ [ haa ?]

การเรียกชื่อภาษาถิ่นตระกูลไท

นักภาษาศาสตร์ ( Linguist )จะเรียกชื่อภาษาถิ่นตระกูลไทโดยอาศัยหลักการเรียกดังนี้

1.  เรียกตามเชื้อชาติการเรียกตามเชื้อชาตินี้จะมีชื่อภาษาถิ่นของเจ้าของภาษาด้วยจะมีคำว่า

ไทหรือไตอยู่ต้นหรือท้าย เช่น ผู้ไท ไตใหญ่ ไตอาหมเป็นต้น

2. เรียกตามภูมิศาสตร์หรือสถานที่ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยถ้าภาษาถิ่นใดพูดอยู่ในภูมิภาค

ใดของประเทศ ก็จะเรียกตามภูมิภาคนั้น ๆ เช่นไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยอีสาน เป็นต้น

3. เรียกตามวัฒนธรรมประเพณีโดยเฉพาะวัฒนธรรมการแต่งกาย นิยมสวมเสื้อผ้าสีอะไรก็เรียกตามสีหรือลายของเสื้อผ้านั้น เช่น ไตขาว ไตดำ ไตแดงเป็นต้น

4. เรียกตามการเมืองหรือการปกครองเป็นการเรียกตามชื่อประเทศที่คนไทยอาศัยอยู่ เช่นคนลาว คนสยาม คนฉานเป็นต้น

. ลักษณะเด่น ๆของภาษาถิ่นตระกูลไท จากข้อมูลการศึกษาและการวิจัยภาษาไทถิ่นต่าง ๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่มีคนใช้ภาษาถิ่นไทยอยู่ได้เห็นลักษณะเด่นๆ ของภาษาถิ่นตระกูลไทต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. ไม่มีคำที่เริ่มต้นด้วยเสียงสระ เช่น VCเป็นต้น

 2. มีคำศัพท์ใช้ร่วมเชื้อสาย ( Cognate words )ได้แก่

2.1คำศัพท์เกี่ยวกับเครือญาติ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่

2.2มีคำศัพท์เกี่ยวกับร่างกาย เช่น ขา แขน มือ ตาหู

2.3ศัพท์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ไก่ เป็ด วัวควาย

2.4คำศัพท์เกี่ยวกับสัตว์ป่า เช่น เสือ งู ลิงช้า

3. มีเสียงปฏิภาค ( Correspondence )ของระบบเสียงต่างกันอย่างมีกฎเกณฑ์ เช่นc แทนด้วย chภาษาไทยถิ่นเหนือภาษาไทยมาตรฐาน / ca : n // cha : n / “ช้าง   h แทนด้วย n ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยมาตรฐาน/ ha : n / / na : n /“งาน   h แทนด้วย r ภาษาไทยถิ่นอีสาน ภาษาไทยมาตรฐาน/ hak / / rak /“ชอบ / hu :// ru :/ “รู้”  

4. พยัญชนะควบกล้ำไม่เกิดท้ายพยางค์ เสียงพยัญชนะควบกล้ำไม่เกิดท้ายพยางค์ในภาษาถิ่นตระกูลไท เช่นไม่มีโครงสร้างพยางค์ CVCCในกรณีที่เป็นพยางค์ปิด ( Closed Syllable)

5. โครงสร้างพยางค์ ประกอบด้วย •  หน่วยเสียงพยัญชนะ• หน่วยเสียงสระ • หน่วยเสียงวรรณยุกต์

6. โครงสร้างของประโยคประกอบด้วย ประธาน + กริยา +กรรม

7. เป็นคำศัพท์โดด ๆ สำเร็จรูปภายในตัวเองไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป  

8. ใช้ลักษณนาม เช่น ไก่ 2 ตัว,ช้าง 1 เชือก

9. คำหนึ่ง ๆทำหน้าที่ได้หลายอย่างในประโยค

8.