การแสวงหามิตรสหาย 2
สามีภริยา สหายอย่างยิ่งในโลก
ในตอนก่อนนั้น ได้กล่าวถึงสหายอย่างยิ่งในธรรมไปแล้ว. แต่คราวนี้มากล่าวถึงสหายอย่างยิ่งในโลก.
คือ ธรรมชาติของความคิดของเราที่คิดจะแสวงหาสิ่งใดในโลก มันก็ย่อมต้องเพ่งเล็งออกไปในภายนอก คือเรียกสิ่งที่เป็นภายนอกนั้นว่า โลก.
การรับรู้โลก ต้องได้อาศัยอายตนะ๖เป็นเครื่องรับรู้. โลกแคบๆเล็กๆนั้น ก็คืออายตนะ๖
ในที่นี้จะกล่าวถึงโลกภายนอกว่า เมื่อแสวงหามิตรสหายในภายนอกประเภทที่จะเป็นสหายอย่างยิ่งแก่เรานั้นมันจะค้นอย่างไร?
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ภริยาเป็นสหายอย่างยิ่งในโลก”
ก็เลยถือเอาถ้อยคำนี้มาเป็นเครื่องอ้างอิงว่าสหายอย่างยิ่ง ในชายคือภริยา และในหญิงก็คือสามี.
ธรรมชาติของการแสวงหานั้นมีตัณหาเป็นเหตุ. คือ เพราะอยากมีอยากได้มิตรสหายประเภทนี้จึงเกิดการแสวงหา.
เมื่อแสวงหาอยู่ก็ย่อมต้องได้อาศัยการระลึกถึงลักษณะแห่งธรรมของสหายนั้น แล้วเกิดการเทียบเคียงเกิดการน้อมเข้า.
คนที่เคยแสวงหาคู่ เพื่อมาเป็นสหายอย่างยิ่งสำหรับตน คือเป็นสามีก็ดี เป็นภริยาก็ดี ก็คงจะเคยเห็นอาการทางความคิดของตนแล้วว่าการแสวงหานั้น มันเริ่มจากการระลึกถึงคุณสมบัติ.
สอดส่ายสายตาตรวจดูรูป. คือแสวงหาสหายทางรูป. เมื่อเห็นรูปแล้ว เกิดความใคร่ ความพึงพอใจ อยากได้มาเป็นคู่. การได้คู่มาด้วยอาการนี้ เรียกว่า ได้สหายมาด้วยเหตุแห่งรูป ความเป็นสหายอาศัยรูปที่น่าใคร่ น่าพอใจ.
นอกจากนั้น ยังตรวจดูด้วยเสียง ด้วยโผฏฐัพพะและด้วยธรรม.
เมื่อพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องการคบหาสหายว่า คบหาสหายเช่นไร จึงจะอยู่ด้วยกันไปได้นาน นานจนข้ามภพข้ามชาติ?
พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า สหายนั้นพึงมี ศรัทธา ศีลจาคะ ปัญญา เสมอกัน. เมื่อธรรมทั้ง๔อย่างนี้เสมอกันย่อมเป็นสหายกันไปได้ข้ามภพข้ามชาติก็ได้ ขอเพียงให้มันเสมอกัน.
พิจารณาความว่า สหายเพราะเห็นที่เป็นผู้ร่วมธรรมเดียวกัน. ด้วยเหตุอย่างนั้นผู้ที่ปรารถนาจะได้สหายที่คบหากันได้นานๆ และคลายทุกข์ให้แก่กันได้คือเป็นมิตรแก่กันด้วย ก็พึงเคารพธรรมอันนี้ อาศัยอยู่.
ตรวจสอบแล้วๆเล่าๆถึงกำลังแห่งศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ของสหายนั้น.