ในการเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีกระแสพระราชปรารภมีข้อความตอนหนึ่งว่า พระองค์ได้เสด็จไปนอกพระราชอาณาเขตหลายครั้งคือ เสด็จประพาสอินเดีย พม่ารามัญ ชวาและแหลมมลายู หลายครั้ง ได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดนเหล่านั้นมาปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้นแล้วหลายอย่าง แม้เมืองเหล่านั้นเป็นเพียงแต่เมืองขึ้นของมหาประเทศในทวีปยุโรป ถ้าได้เสด็จถึงมหาประเทศเหล่านั้นเองประโยชน์ย่อมจะมีขึ้นอีกหลายเท่า ทั้งจะได้ทรงวิสาสะคุ้นเคยกับพระมหากษัตริย์ และรัฐบาลของประเทศน้อยใหญ่ใน ยุโรปด้วย เป็นทางส่งเสริมทางไมตรีให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงได้ทรงกำหนดเสด็จพระราชดำเนินในวันที่ ๗ เมษายน ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) มีกำหนดเวลาประมาณ ๙ เดือน
ในการเสด็จประพาสครั้งแรกนี้ ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตลอดระยะทาง พระราชหัตถเลขานี้ต่อมาได้รวมเป็นหนังสือเล่มชื่อ พระราชนิพนธ์เรื่อง “ไกลบ้าน” ให้ความรู้เกี่ยวแก่สถานที่ต่าง ๆ ที่เสด็จไปอย่างมากมาย
ส่วนการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ นั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จกลับแล้ว จึงทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ขณะที่เรือพระที่นั่งมุ่งหน้าไปยังนอร์ธเคป นอร์เวย์ ได้ทอดพระเนตร เห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืน เป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ ของโลกประจักษ์แก่ตาทั่วหน้ากัน ในคืนวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๕๐ ทรงถ่ายรูปได้เพียง ๔ รูป พระอาทิตย์ก็กลับเข้าไปในเมฆหมอก ช่วงระยะเวลาของ พระอาทิตย์เที่ยงคืน ในแต่ละเมืองจะไม่เหมือนกัน โดยหลักการแล้ว ยิ่งอยู่เหนือจากเส้น อาร์กติกเซอร์เคิล ขึ้นไปเท่าไหร่ยิ่งดูได้นานขึ้น ตัวอย่างเช่นที่ เมือง ทรอมโซ่ (Tromso) นั้น จะดูได้ระหว่าง ๑๖ พฤษภาคม ถึง ๒๗ กรกฎาคมสถานที่ที่สามารถชมพระอาทิตย์ได้ นานที่สุดอยู่ที่ สวาลบอร์ด (Svalbard) ซึ่งเป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรอาร์กติก ทางตอนเหนือ ของแผ่นดินใหญ่ในนอร์เวย์ขึ้นไปอีก ๔๐๐ ไมล์ หรือ ๖๔๐ กิโลเมตร ที่ท่านสามารถดูชมได้ ตั้งแต่ ๑๙ เมษายน ไปจนถึง ๒๓ สิงหาคมคนไทยส่วนมากจะนิยมไปที่North Cape คงจะเป็นเพราะว่า เจ้านายของเราคือ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้เคยเสด็จฯมาแล้ว อีกอย่างคือจะได้ขึ้นชื่อว่า ตูข้าได้เคยมาเหยียบจุดเหนือสุด ของทวีปยุโรปแล้วNorth Cape หรือ Nordkapp ตั้งชื่อโดย นักเดินเรือ และนักสำรวจชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า ริชาร์ด ชานเซลเลอร์ (Richard Chancellor) ที่เดินทางไปกับกลุ่มของ เซอร์ฮิวจ์ วิลละบี (Sir Huge Willoughby) ในระหว่างการพยายามที่จะสำรวจ หาเส้นทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเดินเรือจากทะเลเหนือไปเมืองจีน ในปี ๑๕๓๓ หรือ พ.ศ.๒๐๗๖ บุคคลที่ส่งเสริมให้นอร์ธเคปกลายเป็น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ คิงออสก้าร์ที่ ๒ แห่งสวีเดนและนอร์เวย์ เสด็จเมื่อปี ๑๘๗๓ (พ.ศ. ๒๔๑๖)สมัยก่อนการเดินทางไปNorth Cape นั้น ต้องอาศัยเรือเฟอร์รี่เพียงอย่างเดียว แต่ เดี๋ยวนี้ทางการนอร์เวย์ ได้ทำอุโมงค์สำหรับรถยนต์วิ่งยาว ๖.๘๗๐ กิโลเมตร หรือ ๖,๘๗๐ เมตร เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปี ๑๙๙๙ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๒ ทุกๆปีนักท่องเที่ยวราว ๒๐๐,๐๐๐ คน ได้มาเยือนริมผาบริเวณ ขอบทวีปยุโรปลึกลงไป ๓๐๗ เมตร จากขอบผาเป็นทะเลอาร์กติก จุดนี้ถือเป็นจุดเหนือสุด ของทวีปยุโรป ณ เส้นแวง ๗๑ องศา ๑๐ ลิปดา ๒๑ พิลิปดาเหนือ
“...ทำนายกันได้ว่า นานไปจะมีเครื่องเตเลโฟน สักเท่านาฬิกาพก พกไปไหนๆได้ เมื่อจะพูดกับใคร พูดลงไปที่นาฬิกาพก และเอาหูฟังที่นาฬิกาพกจะรู้กันได้...”
ข้อความข้างต้นหากพูดกันในปัจจุบัน คงไม่มีใครรู้สึกว่าแปลกพิสดารแต่อย่างใด แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปเกือบร้อยปีในเวลาที่กรุงเทพมหานครมีโทรศัพท์ใช้กันอยู่ไม่ถึง ๕๐๐ เครื่อง แต่ละเครื่องนั้นใหญ่โตมโหฬารและต้องใช้ประกอบกับหม้อแบตเตอรี่เครื่องละ ๔ หม้อ ผู้ที่ได้อ่านข้อความดังกล่าวในเวลานั้นคงจะคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร และคงจะนึกภาพไม่ออกเป็นแน่
ข้อความข้างต้น คือ พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมายังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารีเป็นฉบับที่ ๓๑ ในจำนวนทั้งสิ้น ๔๓ ฉบับ คราวเสด็จประพาสประเทศต่างๆในทวีปยุโรปครั้งที่ ๒ ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ พระราชหัตถเลขาตอนนี้ทรงเขียนที่ตำบลโนโตดเดน ประเทศนอรเวย์ เมื่อวันพุธที่ ๓๑ กรกฎาคม หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงงานแยกธาตุไนตริกแอซิค ด้วยกำลังไฟฟ้าจากพลังน้ำของบริษัท นอรวีเยียน ไฮโดรเอเลกตริก ไนโตรเยน กัมปานี ลิมีติค ซึ่งทรงเล่าถึงการดำเนินการของบริษัทนี้ว่า
“...เขาทำการแปลก คือจับธาตุไนตริกจากลมในอากาศด้วยแรงไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า ผู้ที่เป็นไดเร็กเตอร์ของกัมปานีนี้ชื่อ เอส ไอเด...พระยาชลยุทธ (๒) มีหุ้นส่วนอยู่ในกัมปานีนี้ด้วย จึงได้บอกข่าวคราวมาถึง เขาจึงอยากให้พ่อได้เห็นงานที่ทำซึ่งตั้งแต่พ่อได้ยินก็อยากดูเป็นกำลัง...”
ธาตุไนตริกแอซิคที่ใช้กำลังไฟฟ้าแยกออกจากอากาศนั้น เมื่อนำไปผสมกับปูนแล้วเผาในความร้อนสูง จะกลายเป็นคัลเซียมไนเตรด ซึ่งใช้เป็นปุ๋ยสำหรับบำรุงพืชพรรณต่างๆ ซึ่งทรงบันทึกว่า“...ปูนนี้ใช้เป็นปุ๋ย...เหมือนอย่างกับดินประสิวที่เกิดเองโดยธรรมดาที่เมืองชิลี แต่เพราะเหตุที่ใช้แรงน้ำ...จึงไม่ใคร่เสีย ด้วยเหตุที่ทำการได้ถูกเช่นนี้ราคาจึงได้น้อยกว่าดินประสิวที่เกิดเองโดยธรรมดาที่เมืองชิลีที่ขายอยู่ในเวลานี้...”
“...พ่ออยากจะทดลองเฟอเตอไลเซอในเมืองเราบางทีจะดี จึงให้พระยาชลยุทธคิดอ่านจัดส่งไปลองดูหนึ่งตันก่อน...” ประเทศไทยเราเป็นประเทศกสิกรรม ที่ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นอยู่กับธรรมชาติมาช้านาน ถ้าน้ำบริบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ก็ได้ผลผลิตดี ถ้าฝนแล้ง น้ำไม่พอผลผลิตก็น้อย ปุ๋ยเคมีที่มีต้นทุนต่ำ น่าจะเป็นทางเลือกเป็นวิทยาการใหม่ที่สนพระทัยต้องพระประสงค์จะทอดพระเนตร ถึงแม้ว่าตำบลโนโตดเดน ที่ตั้งของบริษัทจะอยู่ห่างไกลและทางไปจะค่อนข้างทุรกันดาร ก็ไม่ทรงย่อท้อ ในคราวนั้นเสด็จพระราชดำเนินลงเรือชื่ออัลเบียน จากท่าเรือเมืองเบอร์เก้นเมืองท่าใหญ่ด้านทิศตะวันตกของประเทศนอรเวย์ไปยังเมืองเบรวิก และเสด็จฯโดยรถไฟไปยังเมืองสกีน จากเมืองสกีนเสด็จฯลงเรือกลไฟชื่อวิกตอเรีย เดินเรือผ่านทะเลสาบขึ้นไปในระดับความสูง ๓ ระดับด้วยกัน เมื่อจะเปลี่ยนระดับน้ำเรือต้องเข้าไปในช่องระหว่างประตูน้ำ ๒ ด้าน แล้วปล่อยน้ำจากด้านสูงลงไป เมื่อได้ระดับจึงเปิดประตูให้เรือแล่นออกมา ลองนึกภาพดูว่ากว่าจะถึงตำบลโนโตดเดนซึ่งอยู่ด้านเหนือสุดของทะเลสาบนอร์ดเซอ ต้องใช้เวลาเสด็จฯระหกระเหินถึง ๖ วัน โดยวันสุดท้ายต้องเสด็จฯโดยรถ ซึ่งทรงเล่าว่า “...หนทางเป็นโคลนเฉอะแฉะไปหมดทั้งนั้น น่ากลัวรถจะลื่น พ่อออกคร้ามๆ ดูมันน่ากลัวจะเลยลงไปในช่องเขา...ถ้าขึ้นสูงทีไรต้องใช้ถึงเกียร์ ๑ และเปิดเต็มแรงจนลั่นตูมๆ ออกจะน่ากลัวอันตราย ควันขึ้นกลุ้มๆแต่กระนั้นแห่งหนึ่งที่สูงชัน คนขับเผลอไปไม่ได้ลดเกียร์ ๑ ...ตกลงต้องลงเข็นส่งขึ้นไปถึงยอด มีติดจริงๆ อยู่แห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นก็มาได้แต่เขย่าขย่อนเหลือกำลัง ฟัดโงกเงกกันมาจนตลอดทาง...” ต้องทนทรมานพระวรกายมาเพื่อทอดพระเนตรโรงงานนี้เพื่ออะไรถ้าไม่ใช่เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย การที่ได้ทรงรู้มาก...เห็นมาก ในความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ เพื่อจะได้ทรงนำมาพัฒนาประเทศชาติให้เจริญทัดเทียมอารยประเทศ เมื่อได้ทอดพระเนตรโรงงานผลิตไนเตรด จากไฟฟ้ากำลังน้ำแล้ว ทรงบันทึกต่อไปว่า... “นั่งสนทนากันถึงเรื่องไฟฟ้าในเวลากินเข้า ใช้ได้เป็นอัศจรรย์มากขึ้นทุกที ...คิดจะใช้ยิงปืนใหญ่ไม่ให้ต้องบรรจุดิน...
...อีกอย่างหนึ่งนั้นจะทำให้ฝนตกได้...
...ความคิดที่จับไนเตรดและทำปุ๋ยนี้เป็นความคิดของมิสเตอร์ไอเด เขาขอเปเตนท์ทั่วทุกประเทศ
...จะใช้โทรเลขไม่มีสาย...ผิดกับที่ทำกันอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ด้วยอาศัยแรงน้ำ
...ทำนายกันได้ว่า นานไปจะมีเครื่องเตเลโฟน สักเท่านาฬิกาพก พกไปไหนๆได้...
...เพียงในเวลาในอายุพ่อเท่านี้ แต่ก่อนไฟฟ้าดูเป็นแต่ของทดลองเล่น เดี๋ยวนี้เป็นของที่จำเป็นใช้ได้ประโยชน์จริง กว้างขวางนักหนาแล้ว ยิ่งรู้มาก ความคิดก็ยิ่งแตกมากออกไป ความวิเศษขึ้นในการงานของมนุษย์จะหาที่สุดมิได้ ผู้ใดมีชีวิตอยู่ช้าไป ฤาที่เกิดมาใหม่ๆคงจะได้เห็นแต่สิ่งซึ่งวิเศษดีขึ้นร่ำไปไม่มีที่สุด”
นับเป็นความโชคดีที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและนอร์ดิก (เดนมาร์ก, สวีเดน, นอรเวย์ และฟินแลนด์) ระหว่างวันที่ ๕-๑๕ มิถุนยาน ๒๕๕๐ ซึ่งอยู่ทางยุโรปเหนือและเป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จประพาสยุโรปมาเมื่อ ๑๐๐ ปีล่วงมาแล้ว แต่เรื่องราวที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้านยังคงติดตาตรึงใจพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน
ผ่านมาอ่าน ด้วยเคารพบูชาในพระองค์ท่าน ที่ทรงพยายามให้สยามก้าวหน้า (เพื่อไม่ต้องตกเป็นของฝรั่งเศส )ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล