ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เยอะมากครับ ทั้ง Freedomnomics, More sex is safer sex, Naked economics, และอื่นๆอีกมากมาย เยอะมากจนทำให้ผมคิดว่า ผมน่าจะหาคำตอบกับตัวเองว่าผมสนับสนุนแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบไหนกันแน่

แต่ผมตอบไม่ได้ครับ เพราะผมไม่ทราบว่า เศรษฐศาสตร์นั้นมีกี่แบบกันแน่ ผมไม่แน่ใจว่า คอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นปรัชญาหรือว่าเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ หรือจริงๆแล้ว คำว่าปรัชญากับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นคำเดียวกัน

แล้วคำว่า สังคมนิยม สวัสดิการนิยม ประชานิยม รัฐนิยม แล้วก็อะไรๆอีกหลายๆนิยม มันคืออะไรกันแน่ มันคือรูปแบบหนึ่งของการจัดสวัสดิการของรัฐต่อประชาชน หรือว่ามันคือรูปแบบหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจของรัฐ มันคืออะไรกันแน่ ผมสงสัยนะครับ ถ้าจะมีใครสามารถตอบให้ความกระจ่างกับผมได้ ผมจะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ (หรือผมอาจจะเข้าใจผิดหมดเลยก็เป็นได้)

แต่แล้วทำไม ผมถึงอยากหาคำตอบให้กับตัวเองว่า ผมสนับสนุนแนวคิดไหนกันแน่ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ที่ผมคิดหาคำตอบให้กับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะว่าผมต้องการทำอะไรต่อไปในอนาคตก็ได้

ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าบรรดาพรรคการเมืองไม่รู้ว่า ตนเองเชื่อมั่นในแนวคิดเศรษฐกิจ และวิถีการปกครองแบบไหน ทำให้นโยบายพรรคแต่ละพรรค ก็เหมือนๆกัน ไม่ต่างอะไรกัน ทำให้พรรคการเมืองจึงเป็นรูปแบบการรวมตัวเพื่อบรรลุถึงผลประโยชน์สูงสุดของตัวเองมากกว่าการเมือง และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ แล้วคนไทยก็ไปฝากความหวังไว้กับคนไม่กี่คน ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือเปล่า ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ

ดังนั้นเวลาเลือกตั้ง (ทั้งคนกรุงเทพและคนต่างจังหวัด) ก็ตัดสินใจกับคำว่า ใครคือคนที่สมัครผู้แทน ลงพรรคอะไร ใครเป็นหัวหน้าพรรค ก็ในเมื่อพรรคการเมืองก็มีนโยบายคล้ายๆกัน ใครจะไปตัดสินใจจากนโยบายพรรคกันได้ล่ะครับ ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจ ที่เวลาเลือกตั้ง การได้รับคะแนนเสียงข้างมากก็จะเป็นสมบัติผลัดกันชมของหัวหน้าพรรคไม่กี่คน  

เท่าที่ผมสัมผัส ผมคิดว่าคนที่เขียนบันทึกใน gotoknow นั้นอาจจะเป็นพวก utopian socialist หรือเปล่า (จากการอ่านบันทึกของคุณเบิร์ดเรื่องบะหมี่นะครับ) มันทำให้ผมสนใจว่าแล้วผมล่ะ ผมเชื่อในเรื่องไหนกันแน่

ผมอยากเห็นสังคมที่เท่ากัน ผมอยากเห็นจำนวนคนจนที่น้อยลง ผมอยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น ไม่มีการดูถูกเหยีดหยาม การศึกษาที่เท่ากัน และอื่นๆที่จรรโลงให้ประเทศดีขึ้น 

หรือว่าผมเป็น socialist เหมือนกัน แต่ปัญหาของผมก็คือว่า ผมไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้นะสิครับ (หรือถ้ามันจะเป็นไปได้ มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ตอนที่ผมยังมีชีวิตอยู่) ในเมื่อผมไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ ผมจะถือว่าตัวเองเป็น socialist ได้ไหมครับ เพราะในเมื่อผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ ผมจะมีแนวคิดนี้ได้ยังไง จริงไหมครับ

หรือว่าผมเป็นพวกเสรีนิยม ที่เชื่อว่าคนทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ ตราบเท่าที่สิทธิ เสรีภาพของเราไม่ไปกระทบคนอื่นจนเกินไป ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของคำว่า การค้าเสรี และ คำว่ากลไกตลาด เมื่อคุณมีสิทธิทำอะไรก็ได้ตามใจ ซึ่งผมก็เชื่อนะครับว่าทุกๆอย่างมันมีกลไกตลาดของมัน แต่มันก็ไม่จริงอีกนั่นแหละ เพราะถ้าทุนคุณหนาเพียงพอ คุณก็สามารถที่จะบิดกลไกตลาดได้ หรือคุณอาจจะมีปัญหาด้านศีลธรรมที่ทำให้คุณตบแต่งบัญชี แล้วก็เป็นเรื่องอื้อฉาว ฮือฮา กันเมื่อไม่นานมานี้

ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่คนออกมาต่อต้านทุนนิยม แล้วก็การค้าเสรี เพราะระบบนี้เห็นกำไรมากกว่าอย่างอื่น อันนี้เพราะเราคิดกันเอง หรือเพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆครับ ที่เรามองว่าพวกห้างโลตัสนี่แย่มาก ขายของถูก ทำให้ร้านโชว์ห่วยตายเจ๊งกะบ๊งกันไปเป็นแถบ แต่แล้วเราเคยหันกลับมามองถึงคนที่ได้เงินเดือนน้อย แล้วการซื้อของจากร้านโลตัสเหล่านี้ ทำให้เขามีเงินเหลือเก็บขึ้นมาอีกนิด กันบ้างหรือเปล่า หรือว่าเราเต้นไปตามจังหวะแทงโก้ที่เขาเต้นไปด้วย หรือว่าเพราะว่าโลตัสเป็นของอังกฤษ คาร์ฟูเป็นของฝรั่งเศส แล้วเขาขนเงินออกไป อันนี้ผมไม่ทราบครับ  

หรือว่าผมเป็น Keynesian ที่คาดหวังว่ารัฐบาลต้องเข้ามามีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ แต่แล้วรัฐบาลไทยมีครั้งไหนไหมครับ ที่ทำอะไรล้ำหน้ากว่าเอกชน แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริง รัฐบาลจะมีส่วนในการผลักดันได้มากขนาดไหนกันแน่  

หรือว่าผมเป็นเศรษฐศาสตร์พอเพียง หรือเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ผมเองก็ไม่เคยศึกษามากพอที่จะบอกได้ว่า นั่นแหละใช่ผม เพราะสำหรับผม ผมเรียนแต่ด้านวิศวะกับเลขครับ ดังนั้นผมเลยนิยามคำว่าเศรษฐศาสตร์พอเพียงเป็น optimization problem ไปซะงั้น เพราะผมนิยามคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่า

  1. จำไว้ว่าทรัพยากรมีจำกัด
  2. เมื่อมันมีจำกัด ใช้มันให้เหมาะสมที่สุด
  3. ในเมื่อโลกไม่แน่นอน กระจายความเสี่ยงต่อการใช้ทรัพยากรนั้นไปด้วย

เพราะงั้นมันก็คงไม่ต่างอะไรกับปัญหาคณิตศาสตร์ที่บอกว่า

Minimize: Risk

Subject to: Resources Available

ที่ผมนิยามไว้แบบนี้ก็เพราะว่าอย่างน้อยมันก็จับต้องได้ อย่างน้อยตามหลักทฤษฏี global optimum solution ถึงแม้จะมีหลายตัว แต่ก็ให้ค่า objective function ที่เท่ากัน อย่างน้อยเราก็จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันในนิยามคำว่า พอเพียง เพียงพอ (บ่อยครั้งผมคิดว่าเราเถียงกันเพราะนิยามต่างกันนะครับ)

ในเมื่อไม่มีแนวคิดไหนดีสุด ในเมื่อไม่มีการประยุกต์แนวคิดใดๆที่จะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันก็มีแนวคิดเป็ดขึ้นมา ซึ่งก็รวมข้อดีของวิธีนู้นวิธีนี้เข้าด้วยกัน แต่ปัญหาก็มีอีกนั่นแหละครับ ปัญหาก็คือ ก็มันผสมกันไปหมดไงครับ มันก็เลยดูมั่วๆ แล้วก็ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง  

อ่านถึงตรงนี้ผมว่าผมคงต้องขอบพระคุณท่านที่อดทนอ่านมาถึงตรงนี้ได้ครับ เพราะบันทึกนี้เป็นบันทึกที่ไร้ทิศทาง ไร้หัว ไร้หาง มากที่สุดที่ผมเคยเขียนมา (มันเหมือนบันทึกระบาย ยังไงชอบกล) แล้วอ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าทุกท่านจะสับสนเหมือนผมหรือเปล่า แล้วก็อาจจะถามผมกลับมาว่า แล้วผมสนับสนุนแนวคิดไหน ซึ่งผมก็คงจะบอกได้ว่า ผมมีแนวคิดที่ผมเชื่อว่าผมจะสนับสนุนไว้ในใจแล้ว แต่ขอไปหาตัวเองอีกนิดจะดีกว่าครับ (แต่แน่นอนครับ มันก็มีข้อสมมติฐานบางประการติดก้นไว้ด้วยครับ)

แต่แล้วทำไมผมถึงคิดว่ามันจำเป็น ผมคิดว่ามันจำเป็นครับ อย่างน้อยมันก็จำเป็น เพราะเราจะได้สร้างพรรคการเมืองที่มีความแตกต่างออกมาได้ อย่างน้อยเราก็รู้ว่านโยบายพรรคการเมืองจะเป็นแบบไหน อย่างน้อยเราก็รู้ว่า ถ้าพรรคการเมืองไหนก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลหลัก นโยบายเศรษฐกิจหลักจะเป็นอย่างไร แล้วอย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่านักการเมืองที่ย้ายพรรคบ่อยๆ พวกนี้เป็นพวกที่ไม่มีอุดมการณ์อย่างแท้จริง (อย่างน้อยมันก็จะเป็นการสกรีน หรือคัดเลือกคนได้ดีขึ้นมานิดหนึ่ง) เพราะเขาจะไม่สามารถอ้างได้อีกต่อไปว่า เพราะอุดมการณ์ตรงกัน

และอย่างน้อยที่สุด มันคงทำให้เราหันกลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราสนับสนุนแนวคิดไหนกันแน่ (หรือเปล่า)

ปล ผมทราบครับว่ายังมีระบบเศรษฐกิจ การปกครองและสังคม อีกหลายๆอย่างที่ผมไม่ได้เขียนถึงครับ เพราะที่ผมเขียนถึงเป็นแค่ไม่กี่ระบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบันครับ ถ้าผู้รู้ท่านใด้ จะช่วยกรุณาส่งเสริมความรู้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ