ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุทิศ เวลากินไม่ได้นอน เวลานอนไม่ได้กิน ผู้ข่าวยังตามตื๊อถามแต่เรื่องที่ไม่อยากให้ถาม เซ็งฉิบหาย จนต้องยกป้าย “ไม่สร้างสรรค์”

พุทธวิธีแก้เซ็ง!

           วันสองวันมานี้ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่น(ดังๆ) ของใครบางคนในชุมชนแห่งนี้  ว่าเบื่อเหลือเกิน  เซ็งเหลือเกิน

           ผู้เขียนว่าอารมณ์เช่นนี้แทบทุกคนคงเคยเป็น  แล้วแต่ว่าใครเป็นมากเป็นน้อย  ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเซ็งหรือเบื่อบ่อยๆ มาก่อน  และก็ไม่รู้วิธีแก้ด้วย  ก็ปล่อยให้มันหายเซ็งไปเอง  แต่กว่ามันจะผ่านพ้นไปได้ก็หดหู่  ทรมานเหลือเกิน

           แต่มาตอนนี้ความเซ็งก็มากล้ำกลายน้อยลง  หรือแม้แต่อารมณ์อื่นๆ ก็ตาม  พลอยห่างหายไปด้วย  โดยผู้เขียนใช้วิธีดูมันอย่างเดียว ย้ำ ดู อย่างเดียว

           ดูโดยไม่ต้องแทรกแซง  ดูจนกว่ามันจะหายไป  แต่ไม่ได้บังคับ แต่ดูเฉยๆ เหมือนกับเราดูหนัง  เราไม่สามารถเปลี่ยนหนังให้เป็นไปตามใจเราได้

           ดูไปๆ มันคงกลัวหรือไรไม่ทราบ  อารมณ์ขุ่นมัวเหล่านั้นก็มาเยี่ยมน้อยลง  แต่ก็ยังมานั่นแหละ  มาแบบหลบๆ ซ่อนๆ เวลาเราเผลอ

           หากปรึกษาท่านผู้รู้ด้านวิปัสสนาท่านก็คงแนะคล้ายๆ กับที่ผู้เขียนทำ  แต่ถ้าผู้รู้ด้านสมถะก็คงเป็นทำนองให้กำหนดรู้อารมณ์แน่วอยู่กับสิ่งเดียว  ก็แล้วแต่ใครถนัดสิ่งใด

          ฉะนั้นอยู่ที่เราเองครับว่าเราเหมาะกับแบบไหน  หรือถูกจริตกับแบบไหน  ก็เหมือนทานข้าว  ทุกคนก็ชอบทานกับข้าวที่ต่างชนิด ต่างรสชาติกัน

          นอกจากวิธีข้างต้น  ผู้เขียนได้คัดลอกวิธีแก้เซ็ง  ซึ่งเป็นบทหนึ่งในหนังสือที่ชื่อว่า "ธรรมะ How to"  แต่งโดยคุณ เสฐียรพงษ์  วรรณปก  ผู้เป็นปราชญ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  และท่านสามารถเขียนหนังสือได้สนุกด้วย  อาจยาวสักหน่อย  ทนอ่านกันหน่อยนะครับ  เผื่ออนาคตเราเกิดเซ็งขึ้นมา  จะได้หยิบใช้ได้ทัน

           ลองมาฟัง (อ่าน) กันครับ

วิธีแก้เซ็ง

 

            “เซ็ง”  คำนี้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำจำกัดความว่า จืด, จืดชืด, หมดรส, หมดความตื่นเต้น แถมวงเล็บด้วยว่า  เรียกสิ่งที่ควรบริโภคแต่ทิ้งไว้นานเกินไป (คืออะไรไม่รู้ซิครับ)

            เท่าที่ผมทราบ  อะไรที่มันซ้ำซากจำเจ  มันทำให้เกิดความเซ็งหรือเบื่อ  ทำงานในตำแหน่งผู้น้อย  รับใช้เขาตลอดเวลา  ไม่ได้รับโปรโมตเลื่อนขั้นสักที  มันเซ็งว่ะ  เป็น ส.ส. ผู้ทรงเกียรติมานาน  ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีกะเขาสักที  มันเซ็งฉิบหาย  หรือเป็นอยู่แล้ว  ไม่ได้เลื่อนชั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอสักที  แว่วๆ ว่าจะโดนปลดเสียอีก  ไม่เซ็งคราวนี้จะเซ็งคราวไหน

            ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุทิศ  เวลากินไม่ได้นอน  เวลานอนไม่ได้กิน  ผู้สื่อข่าวยังตามตื๊อถามแต่เรื่องที่ไม่อยากให้ถาม  เซ็งฉิบหาย  จนต้องยกป้าย “ไม่สร้างสรรค์”  อุตส่าห์เลียนแบบลูกชายมาเล่นมุข (ทำไมไม่เป็นมุก  อย่าถามผม  เพราะผมเคยชินอย่างนั้น)  ยังไม่ยอมขัน  มันจะเครียด (เหมือนผม)  ไปถึงไหนวะ (ฮา)

            บวชเป็นพระมานาน  เป็นลูกวัดอยู่นั่นแล้ว  ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครู  เจ้าคุณกับเขาสักที  “อาตมาเซ็งจริงๆ”  ว่าเข้านั่น  ไหว้พระไหว้เจ้ามาก็มากแล้ว  ไม่เห็นร่ำรวยอะไร  เซ็งเหลือเกิน  จุดธูปไหว้ปลาไหลเผือกดีกว่า  อาจถูกหวยบ้าง

            “เซ็ง”  ภาษาพระท่านเรียก  “อุกกัณฐิโต”  แปลตามศัพท์ว่า  “ชูคอ”  คือชูคอแหงนดูว่ามีอะไรที่ตื่นเต้นบ้าง  มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม  เมื่อไม่มีก็เกิดอาการ  “อุกกัณฐิตภาวะ” (ความเซ็ง) ทันที

            ในสมัยพุทธกาล  มีพระเซ็งกันบ่อยครั้ง  พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตาแก้เซ็งให้ท่านเหล่านั้น  ขอประมวลมาโดยย่อดังนี้

               

1.      วิธีแก้เซ็งที่ได้ผลชะงัดประการแรกคือให้เปลี่ยนวิธีคิด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">เปลี่ยนอย่างไรลองอ่านเรื่องจริงนี้ก็จะรู้เอง  พระหนุ่มหลานพระเถระรูปหนึ่ง  ได้จีวรอย่างดี  นำไปถวายหลวงลุง  หลวงลุงกลับไม่รับ  ก็น้อยใจว่าหลวงลุงไม่ให้ความสำคัญ  ขณะนั่งพัดวีหลวงลุงอยู่  จึงคิดฟุ้งซ่านไปไกลเพราะความเซ็ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">หลวงลุงไม่รับ  เราก็จะขายผ้าผืนนี้  ได้เงินมาจำนวนหนึ่งก็จะสึก  ไปซื้อแพะสักคู่มาเลี้ยง  เมื่อแพะมันตกลูกมาสักสองสามตัว  เราก็จะขายลูกมัน  ได้เงินจำนวนหนึ่งก็จะไปซื้อที่นา  ทำนาตามประสา  อยู่คนเดียวมันเหงา  เราก็จะไปขอลูกสาวเขามาเป็นภรรยา  อยู่กันสองคนตามประสายาก  อยู่สักพักหนึ่งก็ได้ลูกชายน่าเกลียดน่าชังมาคนหนึ่ง…  โอ๊ย  ฟุ้งซ่านไปไกล  คิดไป  พัดวีหลวงลุงไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">เมื่อโอกาสเหมาะ  เราก็จะพาเมียและลูกน้อยนั่งเกวียนมานมัสการหลวงลุง  ระหว่างทางลูกน้อยร้องไห้เพราะความหิว  เมียบอกให้เราอุ้มลูกด้วย  อุ้มอยู่คนเดียวเมื่อยแขนเต็มที  เราก็ว่าจะอุ้มได้ยังไง  ไม่เห็นเรอะข้ากำลังขับยาน  เอ็งก็อุ้มไปสิ…  เตลิดไปกู่แทบไม่กลับเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ทันใดนั้น  เราก็สะดุ้งเพราะได้ยินเสียงลูกน้อยร้องไห้จ้า  หันไปดู  หนอยแน่ะ  เดอะเมีย  มันโยนลูกลงพื้นกระดานเกวียนเพราะยัวะว่าเราไม่ช่วยอุ้มลูก  เราโมโหสุดขีด  เอาปฏักฟาดหัวเมียดังโป๊ก!...  ทานโทษ  แทนที่จะตีหัวเมีย  พระหนุ่มเธอฟาดพัดใบตาลลงบนศีรษะหลวงลุงดังโป๊กเลย  จึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์  รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ก็วิ่งลงกุฏิหนีไปด้วยความอาย  พระทั้งหลายต้องช่วยกันจับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">พระพุทธองค์ตรัสถามว่า  สังฆรักขิต (นามของพระหนุ่ม)  ทำไมเธอตีศีรษะอุปัชฌาย์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">มันเซ็งพระพุทธเจ้าข้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">เซ็งเรื่องอะไร  เซ็งแล้วทำไมทำร้ายครูบาอาจารย์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ก็ถวายจีวรแด่พระอุปัชฌาย์แล้ว  ท่านไม่รับทำให้ข้าพระพุทธเจ้าคิดมากว่าท่านคงรังเกียจ  จึงคิดเตลิดไปไกล  แล้ว…ยังไงมายังไงไม่ทราบ  เกิดไปตีศีรษะท่านเข้าโดยไม่รู้ตัว  พระพุทธเจ้าข้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">เล่าเองก็ไม่ปะติดปะต่อ  แต่พระองค์ทรงทราบเรื่องโดยตลอด  จึงประทานกลวิธีแก้เซ็งให้  พระองค์ทรงทราบว่าจริงๆ แล้วในส่วนลึกของหัวใจของพระนวกะรูปนี้  เธอเซ็งมิใช่เพราะน้อยใจอุปัชฌาย์ปฏิเสธไม่รับผ้าจีวรที่เธอถวายดอก  เซ็งด้วยสาเหตุอื่น  แต่ไม่กล้ากราบทูล  ทรงซักจนเธอยอมจำนน  จึงเผยความในใจว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ที่อยากสึก  เพราะต้องรักษาศีลมากเกินไป  รู้สึกไม่มีอิสระ  ดูเหมือนจะเหยียดแข้งเหยียดขา  จะเดินจะเหินไปไหน  ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว  กลัวผิดศีลไปหมด  แบบนี้มันก็เซ็งตายสิ  นั่นไงความในใจออกมาแล้ว  จึงตรัสถามว่า  มันมากไปใช่ไหม  ศีลน่ะ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">พระพุทธเจ้าข้า  เธอรับสารภาพ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">พระพุทธองค์ตรัสถามว่า  ถ้าตถาคตจะลดให้เหลือสักข้อเดียว  เธอจะบวชอยู่ต่อไปไหม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ยินดีบวชต่อไปพระพุทธเจ้าข้า  รับรองไม่เซ็งแน่นอน  เธอยืนยัน  ดีใจที่ไม่ต้องรักษาศีลถึง ๒๒๗ ข้อ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ถ้าเช่นนั้น  ต่อแต่นี้ไปให้เธอรักษาศีลเพียงข้อเดียวคือ  เธอจงรักษาจิตของเธอให้ดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ตกลงว่าพระหนุ่มรูปนั้นรับปากกับพระพุทธองค์แล้วว่าจะบวชอยู่ต่อไป  ในที่สุดก็ต้องบวชต่อไป  และความเซ็งค่อยหายไปในที่สุด  เพราะได้ปรับความคิดใหม่ว่า  รักษาศีลเพียงข้อเดียวเท่านั้น  ไม่มากเหมือนศีลในพระปาฏิโมกข์ตั้ง ๒๒๗ ข้อ (แม้ว่าความเป็นจริงก็มากเท่าเดิมนั่นแหละ  แต่เมื่อคิดว่ามีข้อเดียวคือรักษาจิตให้ดีมีกำลังใจมากขึ้น  และเมื่อรักษาจิตได้  ศีลทั้งหลายก็เป็นอันว่าได้รักษาโดยอัตโนมัติ)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">นึกถึงนิทานจีนเรื่องหนึ่ง  นายคนหนึ่งเลี้ยงลิงไว้ฝูงใหญ่  ต่อมาข้าวของแพงขึ้น  ไม่มีเงินซื้อเกาลัดมาให้ลิงกิน  จึงไปตกลงกับพวกลิงว่าจะลดจำนวนเม็ดเกาลัดลง  เช้าเหลือตัวละสี่เม็ด  เย็นหกเม็ดเท่าเดิม  พวกลิงก็ร้องเจี๊ยกจ๊ากไม่พอใจ  เกิดเซ็งขึ้นมาทันที</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">นายคนนั้นปฏิภาณไว  บอก “เอาละ  ไม่เปลี่ยน  เอาตามเดิมคือเช้าหก  เย็นสี่ก็แล้วกัน  พวกลิงได้ยินคำว่า  หก  ไม่ใช่  สี่  เหมือนครั้งแรก  ก็ร้องด้วยความพอใจ  “มันต้องอย่างนั้นสิ  จะมาลดอาหารเราทำไม  เจี๊ยกๆ”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ตกลงกระทาชายนายนั้น  ได้ประหยัดลูกเกาลัดคราวละหลายผล  เพราะรู้จักให้ลิงเปลี่ยนวิธีคิด  เช่นเดียวกัน  พระพุทธเจ้าทรงแนะวิธีคิดในการรักษาศีลเสียใหม่แก่พระหนุ่ม  แทนที่จะคิดว่ามากไปๆ ทำให้กลุ้ม  ก็คิดเสียว่ารักษาไม่มากอะไร  เพียงรักษาจิตให้ได้ก็พอ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ยะถาฉันใด  เอวังก็ฉันนั้น  =  Even as even so...ว่างั้นเถอะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle"></p> 2.      เทคนิคที่สองให้เปลี่ยนวิธีทำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">ทำอะไรบางอย่างซ้ำซาก  ไม่ได้ผลก็เซ็ง  ต้องหาทางเปลี่ยนวิธีทำใหม่  เผื่อจะได้ผล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">พระรูปหนึ่ง  ปัญญาค่อนข้างทึบ  เพราะไม่ได้จบด๊อกเตอร์  และไม่มีประสบการณ์ทางการค้าขายประเภทปั้นอากาศให้เป็นตัว  จนร่ำรวยเหมือนด๊อกเตอร์บางคนในยุคต่อมา  ท่านก็อุตส่าห์ท่องโศลกสี่บรรทัด  สามเดือนก็ยังจำไม่ค่อยจะได้  ก็เลยเกิดความเซ็ง  พระพุทธเจ้าเสด็จมาพบเข้า  ตรัสว่าเธอท่องหรือสาธยายซ้ำๆ ซากๆ  วันๆ ก็ท่องอยู่อย่างนี้  เมื่อจำไม่ได้ก็เลยหมดกำลังใจหรือเซ็ง  ว่างั้นเถอะ  แล้วเธอทำไมไม่เปลี่ยนวิธีทำบ้าง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">เปลี่ยนอย่างไร  พระพุทธเจ้าข้า   พระหนุ่มทูลถาม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">พระพุทธองค์ตรัสว่า  มานี่  เราะจะบอกวิธี  แล้วพระองค์ก็ทรงนำผ้าขาวมาผืนหนึ่งมอบให้พระหนุ่ม  ซึ่งแสดงอาการงงๆ ตรัสว่า  นั่งลง  แล้วเอามือลูบผ้าขาวนี้  บริกรรม (คือพูดเบาๆ) ว่า  ผ้าเช็ดธุลีๆๆ ลูบไปบริกรรมไป  จนกว่าเราจะสั่งให้หยุด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpMiddle">พระหนุ่มเลิกวิธีท่องแบบเดิม  หันมาทำวิธีใหม่  คือเอามือลูบผ้าขาว  ลูบไปก็ภาวนาเบาๆ ว่าผ้าเช็ดธุลีๆๆ  เมื่อเปลี่ยนวิธีทำ  จิตใจก็กระตือรือร้นอยากเห็นผล  ทำอย่างใจจดใจจ่อ  ไม่นานใจก็เป็นสมาธิ  ลืมโลกภายนอกหมด  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  ก็แน่วดิ่งเกาะอยู่กับเรื่องที่คิด  กิจที่ทำ  ไม่ช้าไม่นานก็ได้รู้แจ้ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 35.45pt" class="MsoListParagraphCxSpLast">ถามว่า  พระพุทธเจ้าทรงให้พระหนุ่มทำอะไร  ตอบว่า  ทรงให้เปลี่ยนวิธีทำจากแบบเก่า  เพื่อไม่ให้จำเจ  แล้วก็บอกวิธีให้ควบคุมจิตให้เป็นสมาธิ  พูดง่ายๆ ทรงบอกกรรมฐานนั้นเอง  แต่ไม่บอกตรงๆ  เพราะถ้าบอกตรงๆ ว่า  มาเราจะสอนกรรมฐานให้  อาจไม่ได้ผลก็ได้  สู้ให้ทำโดยไม่บอกจะดีกว่า  แล้วก็ได้ผลดังพุทธประสงค์  แต่ต้องเป็นการทำแบบใหม่จริงๆ  ไม่ใช่แบบที่โฆษณาไว้  คิดใหม่ทำใหม่  มันก็ทำแบบเดิมๆ นั่นแหละว้า  ไม่งั้นคอร์รัปชั่นไม่โผล่ที่นั่นที่นี่ร้อก!</p><hr><p>           เอ้า!  เสนอแนวทางมามากขนาดนี้แล้ว  ยังไม่หายเบื่อหายเซ็ง  ก็จนปัญญาผู้เขียนแล้วแหละครับ</p><p>          ใครมีทีเด็ดยังไงก็ฝากไว้ได้นะครับ  เผื่อท่านอื่นและผู้เขียน  จะได้นำไปทดลองใช้บ้าง  ชีวิตบนโลกร้อนๆ ใบนี้จะได้อยู่เย็นและเป็นสุข  อย่างน้อยก็ชาว G2K เรานี่แหละครับ</p><p> ธรรมะสวัสดีครับ</p>