สุดยอดของวันนี้ (๘ มิ.ย. ๕๐) คือหลุมศพใต้ดิน ห้องสมุดใต้ดิน และเสาหินปอมเปย์ อายุกว่า ๑,๘๐๐ ปีทั้งสิ้น เป็นการมาชมวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ กรีก และโรมันผสมกัน
เราออกเดินทาง ๗ น. น่าชมโชเฟอร์และไกด์ มาตรงเวลาดีมาก ไปอเล็กซานเดรียใช้ถนน Axis Road เขาบอกว่าใช้เวลา ๓ ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงๆ รวมเวลาแวะเติมน้ำมัน และแวะพักระหว่างทาง ใช้เวลาเกือบ ๔ ชั่วโมง ถนนข้างละ ๔ เลน มีเกาะกลางกว้างปลูกต้นไม้ บางช่วงเป็นต้นโอลีฟ บางช่วงปลูกไม้ดอก หรือไม้ประดับที่เป็นใบ เราเห็นเฟื่องฟ้า ยี่โถแดง ผกากรอง เมื่อวานผมนึกในใจว่าถนนที่อียิปต์ไม่มีป้ายโฆษณาให้รกตา มาวันนี้เจอเข้าเต็มเปา สองข้างทางเป็นป้ายโฆษณาขนาดมหึมาตลอดทาง
ประเทศอียิปต์ใช้พื้นที่เพียง ๖% ในการอยู่อาศัยและเพาะปลูก รัฐบาลพัฒนาประเทศด้วยการขยายพื้นที่ใช้ประโยชน์เข้าไปในทะเลทราย คงจะเห็นตัวอย่างประเทศอิสราเอล เขาส่งเสริมให้บัณฑิตจบใหม่ได้รับเงินกู้ไปตั้งตัว โดยได้รับที่ดิน ๕ เอเคอร์และสร้างบ้าน ทำการเกษตร แล้วจึงผ่อนคืน
ทิวทัศน์ที่รถแล่นผ่านเป็นทะเลทรายสลับกับบริเวณที่มีการเพาะปลูก บางช่วงต้นไม้เขียวชะอุ่ม ต้นไม้ส่วนใหญ่ก็เป็นปาล์ม และปาล์มส่วนใหญ่คืออินทผาลัม (date) ซึ่งผลสุกหน้าร้อน คืออีก ๒ เดือนข้างหน้า แต่ที่โรงแรมมีผลอินทผาลัมสดให้กินแล้ว ผมชอบ แต่หมออมราไม่ชอบ เราแวะถามราคาระหว่างเดินทางกลับวันนี้ ราคากล่องครึ่งกิโล ๑๐ ปอนด์อียิปต์ แต่จริงๆ แล้วทางที่เราผ่านมีฟาร์มปลูกต้นไม้หลายชนิด เช่น โอลีฟ มะม่วง กล้วยหอม องุ่น
เนื่องจากทางไกล เราจึงคุยกับคุณออสมานได้ความรู้มากมาย อียิปต์มีน้ำมันและแก๊สพอใช้ในประเทศและส่งออกด้วย น้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในทะเล ตอนใกล้ถึงอเล็กซานเดรียมีโรงกลั่นน้ำมัน และโรงแยกก๊าซ ระหว่างทางผมสังเกตว่ามีสิ่งก่อสร้างรูปโดมสูง ข้างในกลวง และมีรู รวมทั้งมีไม้ออกมาด้วย ถามคุณออสมานจึงรู้ว่าเป็นที่เลี้ยงนกพิราบเอาไว้กิน โดยทำนกพิราบยัดไส้ข้าว ทำให้ข้าวมีรสหวานของเนื้อนก แกบอกว่าเขาใช้นกพิราบสาว เนื้อหน้าอกนุ่มกินอร่อย โดยต้องใช้มือจับกินจึงจะอร่อย (โปรดอย่าว่าผมลามก) ผมจึงขอให้จัดให้ผมได้กินสักมื้อ
ก่อนเข้าเมืองอเล็กซานเดรีย ถนนแล่นผ่านบริเวณป่าชายเลน ซึ่งต้นไม้ต่างจากป่าชายเลนบ้านเรา แต่เป็นแหล่งประมงเช่นเดียวกัน เมื่อเข้าเมืองเขาขับรถไปตามถนนเลียบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนายกเทศมนตรีผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของชาวเมือง ได้ขยายถนนนี้เป็น ๔ เลนโดยถมทะเลและสร้างชายหาดและที่เล่นน้ำขึ้นใหม่ สร้างอุโมงค์ลอดสำหรับคนเดินจากฟากหนึ่งไปสู่ชายหาด มีตึกเฉพาะฝั่งด้านในของถนน ฝั่งชายหาดเปิดเป็นที่เล่นน้ำและอาบแดดเท่านั้น มีโรงแรมระดับห้าดาวหรูอยู่เป็นระยะๆ หอสมุดอเล็กซานเดรีย ที่เป็นหอสมุดสมัยใหม่ ก็อยู่บนถนนเส้นนี้ นี่คือถนนเส้นตากอากาศยาวหลายกิโลเมตร เป็นบริเวณทำรายได้จากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป
เขาพานั่งรถแล่นชมสวนสาธารณะและพระราชวังมอนตาซ่า พระราชวังนี้กษัตริย์องค์สุดท้ายคือฟารุคใช้เป็นวังตากอากาศ เวลานี้เป็นของประธานาธิบดี ข้างในมีโรงแรมระดับ ๕ ดาว (ฮิลตัน) และมีเรือนรับรองของราชการด้วย ส่วนที่เป็นสวนสาธารณะ มีคนทั่วไปมานั่งปิกนิกเป็นครอบครัว มีหนุ่มสาวมาทำกิจกรรม จัดเป็นสวนที่สวยงาม เราไปแวะถ่ายรูปวังและทิวทัศน์ชายหาด
แล้วไปแวะถ่ายรูปหอสมุดอเล็กซานเดรีย ที่ทำหน้าต่างเป็นรูปตา เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ไปแวะถ่ายรูปป้อม Keatbay ซึ่งสร้างในปี ค.ศ. 1479 สำหรับป้องกันการรุกรานจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้ถ่ายรูปปะการังสีแดงและขาว จากทะเลแดง และสินค้าที่วางขายนักท่องเที่ยวมากมาย เราไม่ได้ซื้ออะไร เราไปกินอาหารเที่ยง (แบบ early lunch) ที่ภัตตาคารจีนบนชั้นบนสุด (ชั้น ๖) ของโรงแรมซีซิล ซึ่งเป็นโรงแรม ๓ ดาว แล้วภาคบ่ายเป็นสุดยอดความน่าสนใจสำหรับผม แต่ก็ทำให้เรานอนเมื่อยกันตลอดคืน
อเล็กซานเดรีย เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิ์ อเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก (มาเซโดเนีย) เมื่อ ๓๓๒ ปี ก่อนคริสตกาล โดยมีแผนอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของอียิปต์เป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงกองทัพที่จะยกไปตีเอเซียไมเนอร์ คืออาณาจักรเตอรกีโบราณ แต่ อเล็กซานเดอร์ก็ตายเสียก่อนระหว่างยกกองทัพไป เมื่ออายุ ๓๓ ปีเท่านั้น ปโตเลมี แม่ทัพของอเล็กซานเดอร์ได้เป็นจักรพรรดิ์แทน และวงศ์ ปโตเลมี ได้ครองอเล็กซานเดรียอยู่ถึง ๑๑ พระองค์ หลังจากนั้นโรมันก็มา แม่ทัพมาแต่งงานกับลูกสาวของ ปโตเลมีที่ ๑๑ คือราชินี คลีโอพัตรา ตามมาด้วยยุคอาหรับครอง ที่ทำให้คนอียิปต์เปลี่ยนจากศาสนา ค็อปติก (คริสต์โบราณ) เป็นมุสลิม หลังจากนั้นก็เป็นยุคมหาอาณาจักร อ็อตโตมาน ของเตอรกี และล่าสุดเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
ผมจึงได้เห็นภาพชัดเจนว่าคนอียิปต์ปัจจุบัน น่าจะมีเลือดผสมปนเปหลากหลายชาติ แม้กระทั่งศิลปะแกะสลักหินในช่วงคริสศตวรรษที่ ๒ - ๔ ที่เราไปดูที่หลุมศพใต้ดิน (ที่จริงใต้หิน) ก็แสดงความเชื่อปนเป ผสมพันธุ์เทพเจ้าของอียิปต์โบราณ (สุริยเทพ - รา เป็นใหญ่ที่สุด) ของกรีก และของโรมัน หลุมศพใต้ดิน (Catacombs) ที่เห็นวันนี้ กับปิรามิดที่เห็นเมื่อวาน บอกผมว่าคนอียิปต์โบราณเป็น "ศิลาวิศวกร" (rock engineer) ที่ยอดเยี่ยมมาก ที่ปิรามิด ศิลาวิศวกรตัดหินก้อนโตขนาด ๒๕ ตัน เอามาต่อเป็นอาคาร และปิรามิด ที่หลุมศพใต้ดิน ศิลาวิศวกรขุดอุโมงค์เข้าไปในหิน ๓ ชั้น ลึกถึง ๙๙ ฟุต ทำเป็นห้องเก็บมัมมี่มากมาย มีบันไดเวียนลงไป มีปล่องระบายอากาศอย่างดี ตามเอกสารของบริษัททัวร์ว่าอุโมงค์นี้มีทางเดินติดต่อกันถึง ๑๐๐ กม. ไม่ทราบว่าเป็นตัวเลขที่เกินจริงหรือเปล่า มีห้องโถงสันนิษฐานว่า สำหรับญาติที่ลงไปทำพิธีพักผ่อนและกินอาหาร เข้าใจว่าสมัยนั้นกษัตริย์ตายเอาทำมัมมี่ฝังในปิรามิด ซึ่งมียอดแหลมติดต่อกับสุริยเทพ เพราะกษัตริย์เป็นลูกพระอาทิตย์ คนรวยแต่ไม่ใช่กษัตริย์ตายทำมัมมี่เหมือนกัน แต่เอาไปฝังในฮวงซุ้ยใต้พื้นหินธรรมดา (ที่ไม่ธรรมดาสำหรับเรา จึงต้องเสียเงินข้ามน้ำข้ามทะเลไปชม)
ที่พิพิธภัณฑ์นี้ ด้านบนพื้นเขาเอาโบราณวัตถุมาวาง เป็น "Sunken Monument" คือวัตถุเหล่านั้นงมมาจากใต้ทะเลทั้งสิ้น มีตั้งแต่ "หีบศพศิลา" เป็นหินแกรนิตหนักคงจะหลายตัน ยอดเสาศิลาสลักแบบคอรินเธียน และอื่นๆ เสียดายที่เขาห้ามเอากล้องถ่ายรูปเข้า และไกด์ของเราก็เป็นคนดีมาก ไม่ชักชวนเราแหกกฎเลย
ศิลปะหินสลักเป็นรูปเทพเจ้าที่จะมาช่วยฟื้นชีพผู้ตายในโลกหน้า ในบางส่วนของหลุมศพ กับรูปวาดซึ่งทำง่ายกว่ามากและเป็นรูปหยาบๆ ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าหลุมศพนี้สร้างในช่วงคริสศตวรรษที่ ๒ - ๔ และทิ้งร้างมานานมากจนลาลากรถตกลงไปในปี ค.ศ. ๑๙๐๐ จึงมีการขุดค้น ต้องสูบน้ำออก เวลานี้น้ำก็ยังนองอยู่ที่ชั้นลึกที่สุด คือชั้น ๓ เราลงไปดูได้ถึงชั้น ๒ เท่านั้น
ในยุคต้นๆ (ศตวรรษที่ ๒) รูปเทพเจ้าเป็นหินสลักสวยงาม แต่พอเข้าช่วงศตวรรษที่ ๔ รูปเทพเจ้าเป็นรูปวาดซึ่งทำง่ายกว่าอย่างมากมาย
ผมได้เล่าส่วนที่ผมชอบที่สุดก่อน คือสุสานโบราณใต้หิน ซึ่งเราไปชมเป็นจุดสุดท้าย เป็นวิธีที่คุณออสมานใช้สร้างความประทับใจ หลังอาหารเที่ยง รถพาเราลุยเข้าเมืองเก่าของอเล็กซานเดรีย ซึ่งถนนแคบและจอแจ สกปรก พลุกพล่าน คุณออสมานบอกว่าอาคารเหล่านี้สร้างขึ้นบนเมืองกรีก-โรมันเก่าทั้งสิ้น ถ้าขุดค้นก็จะพบสิ่งก่อสร้างใต้ดินมากมาย ระหว่างทางมีคนปูเสื่อนั่งฟังเทศน์ และละหมาดล้นจากสุเหร่าออกมาเกือบกลางถนน เราไปที่โบราณสถานที่มีซาก Ptolemaic Temple, เสาหินที่เรียก Pompey's Pillar, และห้องสมุดใต้หิน
คุณออสมานขอไปละหมาดประมาณ ๑๐ นาที เรานั่งรอรับลมธรรมชาติในที่ร่ม แต่เราก็ออกไปดูเองและถ่ายรูปตามประสาคนอยู่นิ่งไม่ได้ แต่พอคุณออสมานมาอธิบาย สิ่งปรักหักพังเหล่านี้ก็ฟื้นชีวิตขึ้นมาทันที เราเห็นแอ่งน้ำ (cistern), ท่อน้ำ (aquaduct), อ่างอาบน้ำโรมัน (Roman bath) ตามประสาคนรักห้องสมุด รักหนังสือ ผมชอบมากที่ได้ไต่ลงไปใต้ดิน (ใต้หิน) ลงไปดูห้องสมุด ที่เขาทำชั้นเก็บหนังสือที่ทำด้วยกระดาษปาปิรัส เวลานี้เห็นแต่ชั้น (หิน) เปล่าๆ ซึ่งก็คือซอกหินที่เขาตัดหินให้ลึกเข้าไปประมาณหนึ่งฟุต อยู่สูงขนาดคนเอื้อมมือไปหยิบ "หนังสือ" ซึ่งมีลักษณะเป็นม้วนกระดาษปาปิรัส ได้ ตอนลงไปและขึ้นมาหมออมราบอกว่าชักปวดขา ผมตื่นเต้นที่ได้ดูสิ่งเหล่านี้จนลืมเมื่อย ลืมเหนื่อย มารู้ตัวว่าเดินไม่ใช่น้อยก็ตอนนอนกลางคืนจนเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังเมื่อยไม่หาย
ที่น่าพิศวงคือเสาหินแกรนิต Pompey's Pillar สูง ๓๐ เมตร ยอดเป็นอีกก้อนหนึ่ง สลักเป็นลวดลาย คอรินเธียน สร้างปี ค.ศ. ๒๙๗ โดยชาวเมืองพร้อมใจกันสร้างเพื่อขอบคุณจักรพรรดิ์กรีก Diocletian ที่ยกกองทัพมาล้อมเมืองอเล็กซานเดรีย ทำให้คนหลายเชื้อชาติในเมืองที่ทะเลาะกัน กลับใจได้ เลิกทะเลาะกัน ที่น่าอัศจรรย์คือเขายกเสาหินนี้ให้ตั้งตรงได้อย่างไร และทำให้ก้อนหินเป็นท่อนทรงกระบอกที่สมมาตรสมบูรณ์ เส้นผ่าศูนย์กลางส่วนล่างใหญ่กว่าส่วนบนเล็กน้อย ยิ่งการยกเอาหินท่อนบนไปตั้งบนแท่งหินยิ่งน่าอัศจรรย์ และที่ยิ่งน่าอัศจรรย์ที่สุดคือมันอยู่อย่างนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน กว่า ๑,๗๐๐ ปี โดนแผ่นดินไหว ๓ ครั้งก็ไม่เป็นไร เพราะฐานสร้างแบบไม่ยึดตายตัว จึงสามารถยืดหยุ่นทนแรงสั่นไหวของพื้นดินได้ ที่ฐานภายในโพรงมีอักษร hieroglyphic บอกว่าขอขอบคุณ Dioctian
ตอนขึ้นไปดูฐานของเสาหิน เราได้ดูมาตรวัดน้ำในแม่น้ำไนล์ (Nilometer) ด้วย เห็นได้ชัดเจนว่าวิศวกรรมโรมันโบราณก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ Nilometer นี้ใช้วัดน้ำในแม่น้ำไนล์ สำหรับคำนวณผลผลิตเกษตร ซึ่งใช้คำนวณภาษีอีกต่อหนึ่ง
ตอนเย็นเขาพาเราไปทางเมืองกีซ่า เพื่อไปชมผ้าฝ้ายคุณภาพสูงของอียิปต์ ที่ใช้เส้นด้ายอย่างดีทอถึง ๑,๐๐๐ เส้นต่อความยาว ๑ ซ.ม. เขาทำเป็นชุดผ้าปูที่นอนและหมอน ขนาดคิงไซส์ ราคา ๑,๑๐๐ ปอนด์ ตก ๖,๐๐๐ บาทกว่าๆ ซึ่งนับว่าไม่แพง แต่เราคิดว่าชีวิตที่พอเพียงของเราใช้ผ้าปูที่นอนไทยชุดละ ๘๐๐ บาทก็สุขสบายเพียงพอแล้ว ได้ไปดูถือเป็นความรู้
อาหารเย็นแบบฝรั่งที่ภัตตาคาร Caviar ในเมืองกีเซห์ มองเห็นยอดปิรามิดอยู่ใกล้ๆ เราสั่งปลา เป็นเนื้อปลากระพงทอด กินกับมันฝรั่งทอด และสลัดแบบอียิปต์ อร่อยสู้มื้อเที่ยงเมื่อวานที่ภัตตาคารคริสโตที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ และปริมาณน้อย กลับมาถึงโรงแรมเกือบ ๓ ทุ่ม โชเฟอร์คนนี้ขับรถให้เราเพียง ๒ วัน พรุ่งนี้จะเป็นอีกคนหนึ่งและรถคนละคัน คุณออสมานบอกเป็นนัยๆ ว่าอย่าลืมให้ทิปด้วย เราติดใจในฝีมือขับและอัธยาศัย จึงทิปมากกว่าที่ได้รับคำแนะนำจากบริษัท LTS อีก ๕๐% คือให้ไป ๑๕ เหรียญสหรัฐ
เราสังเกตว่าพระอาทิตย์ตกเวลา ๒ ทุ่ม และขึ้นเวลา ตี ๕ ครึ่ง ก่อนนอนหมออมราเอาป้าย Do not disturb ไปแขวนหน้าห้อง ป้องกันโดนรบกวนแบบคืนก่อน (ที่มีเจ้าหน้าที่ House Keeping เปิดประตูห้องเข้ามาตอน ๒ ยาม ดีที่เราล็อคด้านในด้วย จึงเข้ามาไม่ได้) เราลงความเห็นว่าโรงแรมนี้สะดวกสบายสมกับเป็นโรงแรมห้าดาว เสียอย่างเดียวตำแหน่งที่ตั้งมันไกลเมือง และจะไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องฝ่าเมืองไปก่อน

ถนนเชื่อมไคโร - อเล็กซานเดรีย เป็นถนน ๘ เลน มีป้ายโฆษณาตลอดทาง

ปั๊มนำมัน ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ ๔ บาทไทย

โดมรังนกพิราบ

แตงโมปลูกจากทะเลทราย วางขายข้างทาง แตงโมที่โรงแรมเนื้อแน่นและกรอบดีมาก

เข้าเขตเมืองอเล็กซานเดรีย

ถนนสายหลักเลียบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

หน้าวังมอนตาซ่า ของอดีตกษัตริย์ฟารุค

วิวทะเลอันงดงามจากหน้าวังมอนตาซ่า

วิวอ่าวอเล็กซานเดรีย

อาคารหอสมุดอเล็กซานเดรีย มี ๑๑ ชั้น ชั้นพื้นดินเป็นชั้น ๕

อีกวิวหนึ่งของหอสมุด

Keatbay Fort ถ่ายจากด้านข้าง สร้างปี ค.ศ. ๑๔๗๙

กิจกรรมของชาวประมงที่อีกมุมหนึ่งของชายหาด

บรรยากาศลานริมทะเลข้าง Kaetbay Fort

อ่าวอเล็กซานเดรีย ถ่ายจากภัตตาคารจีนบนโรงแรมซีซิล

อีกด้านหนึ่งของอ่าว ถ่ายจากชั้นบนสุดของโรงแรมซีซิล

Pompeys Pillar สูง ๓๐ เมตร อายุ ๑๗๐๐ ปี ตั้งตระหง่านภายใน ทรากหักพังของ Roman Amphitheatre ทนทานแผ่นดินไหวร้ายแรง ๓ ครั้ง มีสฟิงซ์ ๒ ตัวขนาบ ทั้งหมดเป็นของดั้งเดิม อยู่ตรงที่เดิม

ภายในห้องสมุดโบราณใต้ดิน (ใต้หิน)

หน้าหลุมศพใต้ดินแห่งอเล็กซานเดรีย และลานแสดงสิ่งมีค่าใต้ทะเล นี่คือสุดยอดของจุดท่องเที่ยวในวันนี้

คนนั่งสูบมอระกู่ที่ริมถนน

ตลาด ๒ ข้างทางบริเวณเมืองเก่าอเล็กซานเดรีย
วิจารณ์ พานิช
๙ มิ.ย. ๕๐
โรงแรม โมเว่นพิก เฮลิโอโปลิส ไคโร
หอสมุดอเล็กซานเดรียน่าประทับใจมากนะครับ ใหม่เอี่ยม มโหฬาร และน่าใช้มากๆ
ตลาดอเล็กซานเดรียก็น่าสนุกมาก ของขายเต็มเลย แต่เห็นแล้วสะท้อนใจว่าที่อีกมุมหนึ่งของบ้านเมืองยังทรุดโทรมและสกปรกมาก
เพิ่งจะทราบว่าที่เห็นสูงๆขาวๆรายทางไปอเล็กซานเดรียคือที่เลี้ยงนกพิราบครับ