ปวดหัว .... ปวดหลัง ... เบื่ออาหาร ... อ่อนเพลีย ...
นอนไม่หลับ ... คุณเคยมีอาการเหล่านี้ไหม ถ้ามี คุณอาจจะแปลกใจ ถ้าจะบอกว่าคุณอาจเป็นโรคซึมเศร้าก็ได้ ปวดหัวเกี่ยวอะไรกับซึมเศร้า? ไอ้ประเภทปวดหัวตอนปลายเดือน แต่พอต้นเดือนก็ไปปวดในผับในคาเฟ่ (อย่าเกินตีสองนะ) คงไม่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าแน่ แต่ถ้าปวดอยู่บ่อยๆ นอกจากปวดหัวแล้ว เดี๋ยวก็ปวดโน่น ปวดนี่ เป็นๆ หายๆ อยู่เรื่อย นี่อาจจะเริ่มเกี่ยวก็ได้


จากการวิจัยเราพบว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะไวต่อการรับรู้อาการปวดต่างๆ มากกว่าในภาวะปกติ นอกจากนั้น ภาวะตึงเครียดทางจิตใจจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวได้ง่าย เลยพาลจะตึงเนื้อตึงตัว ปวดเมื่อยจนต้องนึกถึงนวดแผนไทยไปโน่น

อาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหล่านี้ ทำให้นึกถึงโรคซึมเศร้า แต่ลำพังแค่นี้ยังไม่พอ คุณยังต้องมีอาการที่จัดว่าเป็นหัวใจของโรคซึมเศร้า คือ อาการซึมเศร้า หรือเบื่อหน่ายไปหมด ยิ่งถ้าป็นนาน 2-3 อาทิตย์แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นโอกาสที่จะเป็นก็ยิ่งมากขึ้น

ลักษณะอาการของโรคซึมเศร้าบางครั้งก็คล้ายๆ กับตุ๊กตาที่ถ่านกำลังจะหมด อะไรๆ ก็ช้าไปหมด บางครั้งก็พาลหยุดเอาเสียเฉยๆ ยังงั้นแหละ ในคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพลังชีวิตของเขาจะตกลงมาก งานการกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ต้องฝืนใจทำให้แต่ละวันผ่านพ้นไป บางทีตื่นเช้ามานึกไม่อยากไปทำงานก็ นอนต่อมันไปซะเฉยๆ ยังงั้นแหละ ทั้งๆ ที่เดิมมีแต่คนชมว่าขยัน เป็นคนรับผิดชอบดี พอไปทำงานก็เอาแต่นั่งซึมกะทือ จนเพื่อนๆ เป็นห่วง ครั้นจะชวนไปเที่ยวให้รีแลกซ์บ้างเจ้าตัวก็ไม่ยอมไปไหนเลย

พอเจ้าถ่านไฟ (เก่าๆ) มันตก ความเชื่อมั่นในตนเองที่เคยมีเต็มเปี่ยมก็พลอยหดหายไปด้วย จากเดิมที่เป็นหนุ่มน้อยหน้าเชิด นึกว่าข้าเป็นเลิศในปฐพี ก็กลับกลายเป็นหนุ่มใหญ่คอตกไปในบัดดล (ขนาดนั้นเชียว) จะทำอะไรก็ลังเลใจไปหมด คนไข้ของผมคนหนึ่งจากเดิมที่เคยเป็นช้างเท้าหน้าในบ้าน พอป่วยเป็นโรคนี้เข้า เวลาขับรถ แม้แต่จะเลี้ยวก็ยังต้องหันหน้าไปถามภรรยาว่า "คุณๆ ผมจะเลี้ยวตรงนี้ีไหม?" บ้างก็เก็บเรื่องที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในอดีตมาคิดไปหมด ยิ่งคิดยิ่งรูสึกว่าตัวเองแย่ ช่วงนี้บางคนพอมีเรื่องมากระทบก็อาจถึงกับคิดไม่อยากอยู่

ข่าวการฆ่าตัวตายตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่เราอ่านเจอบ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นมาจากโรคซึมเศร้านี่แหละ เพราะฉะนั้นการเป็นโรคนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะรักษาก็ได้ไม่รักษาก็ได้

ปัญหาคือบางครั้งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ที่เขารู้คือเบื่อไปหมด เซ็งที่ทำงาน ปวดหัวเพราะมีเรื่องเครียดหลายเรื่อง คนรอบข้างก็ไม่รู้ เห็นแต่ว่าเขาเปลี่ยนไปไม่ค่อยพูดกับใคร หงุดหงิดง่าย

มีคนเปรียบเทียบไว้ดีทีเดียวว่า โรคซึมเศร้าเนี่ย บางครั้งก็เหมือนกับส้นรองเท้าที่มันค่อยๆ สึกไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้สึกพอได้เปลี่ยนรองเท้าใหม่ถึงรู้ว่าโธ่เอ๋ย ที่ผ่านๆ มาเราทนใส่คู่เดิมอยู่ได้ยังไงตั้งนาน

โรคนี้มีผลกระทบต่อคนรอบข้างมากกว่าโรคทางกายมาก คนที่เป็นแม่บ้านจะหงุดหงิด ตีลูก ดุว่าลูกบ่อยขึ้น หรือไม่ก็ไม่สนใจงานบ้านเอาซะเลย คนที่เป็นพ่อบ้านก็อาจไม่ไปทำงาน ถูกเพ่งเล็ง ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ก็อาจตกงานเอาได้ง่ายๆ ครอบครัวพลอยเดือดร้อนกันไปด้วย


โรคซึมเศร้า เป็นแล้วหายเองได้ไหม ตอบว่าได้เหมือนกัน ถ้าคุณเป็นน้อยๆ ถ้าเป็นมากยังไงๆ ก็ไม่หายเอง เพราะแสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงในสมองแล้ว โดยเจ้าสารสื่อนำประสาทที่ชื่อซีโรโตนิน (serotonin) ลดต่ำลงมาก รวมไปถึงสารอื่นๆ อีกบางตัวด้วย ภาวะที่ขาดสมดุลของสารเคมีต่างๆ เหล่านี้ทำให้ระบบการทำงานของสมองรวนเรไป เรียกว่าเซลล์สมองคุยกันไม่รู้เรื่อง เกิดเป็นอาการต่างๆ ตามมา ยาที่แพทย์ ให้จะไปช่วยปรับให้สารต่างๆ อยู่ในสมดุลใหม่ เซลล์ต่างๆ คุยกันเข้าใจเหมือนเดิม อาการก็ลดลง

การรักษาด้วยยาเป็นการรักษาหลักของโรคนี้ ยังไงก็ตาม แม้ว่ายาจะลดอาการได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราปรับตัวต่อปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น เวลาเราพบจิตแพทย์นั้น สิ่งที่เราจะได้มากกว่าการรักษาด้วยยา คือแนวคิดในการแก้ไขปัญหา ที่จิตแพทย์คุยกับเรานานๆ ก็เพื่อหาดูว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้คุณเครียด คนอื่นเขาอาจเจอปัญหาอย่างคุณแต่ก็ไม่เห็นเครียดมากอย่างนี้ คุณมีวิธีการปรับตัวกับปัญหาอย่างไร โดยหลักการก็คือเป็นการพูดคุยเพื่อทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เรียกว่าเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าจุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน จนกว่าจะเกิดปัญหาขึ้นนั่นแหละ
 
ก่อนจบ อยากจะเล่าสู่กันฟังเล่นๆ ว่าโรคนี้เจอค่อนข้างบ่อย ประมาณกันว่าใน 100 คนมีคนเป็นสัก 5 คนได้ คนที่เคยป่วยด้วยโรคนี้ที่เราอาจรู้จักอย่างเช่น วินเซนต์ แวนโก๊ะ วินสตัน เชอร์ชิลล์ หรืออับราฮัม ลินคอล์น เป็นต้น ช่วงที่ซึมเศร้าลินคอล์นเขากล่าวว่า "ถ้าผมแบ่งความรู้สึกที่ผมมีอยู่ตอนนี้ให้คนทั่วโลกคนละเท่าๆ กันได้ ก็คงจะไม่มีใครที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสสักคนเลย" แต่เขาก็หายกลับมาต่อสู้จนเป็นประธานาธิบดีคนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา !!
 
* (เป็นบทความที่ผมเคยเขียนลงในนิตยสาร  health today ครับ  เพิ่งเจอเลยขอนำมาเก็บไว้ที่นี่ เผื่อมีคนสนใจอ่านครับ)