บันทึกนี้ มุ่งให้พวกเราชาว G2K มา"เสวนาธรรม"กัน
ในยามที่สังคมหาความสงบสุขได้ยากเต็มที จึงคิดตั้งคำถาม
ตามหัวข้อนั่นแหละ ย้ำ"โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง"....ฮี่ฮี่
"ฉัน อยากมี ความสุข"....ทำอย่างไรดีนะจึงจะมีแต่ ความสุข ?
บางท่านอาจเก็บงำคำตอบอยู่ในใจแล้วก็เป็นได้ ถ้ายังไม่มี
หรือคิดไม่ออก ก็ขอบอกใบ้เพิ่มให้นิดหน่อยว่า......
เป็นคำตอบที่ดูเหมือน"ง่ายแต่ลุ่มลึก" นะครับ
หากยังไม่มีใครเข้ามาตอบ หรือตอบแต่ยังไม่ถูกต้องตรงเป้า(หมาย)นัก
ผู้เขียนก็จะมาเฉลยคำตอบ ต่อเติมเพิ่มขยายในภายหลัง ครับ
......................................................................................
สวัสดีครับ น้องบ่าว <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table>
<p>"ช่วยหลือผู้อื่น มีความสุขดี"
"ความสุข" อาจมีมุมมองได้หลายอย่าง
การช่วยเหลือเอื้ออาทรผู้อื่น สุขใจแน่นอน.ครับ
รอพี่บ่าว...จะเฉลยคำตอบ..ในความเห็นต่อไปนะครับ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยือน ครับผม</p>
คำชี้แจงแถลงไขของ"ผู้เขียน" ครับ
…………………………………………
ปัญหานี้ผู้เขียนได้รับฟังมาจาก“ดอกเตอร์”ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่นำ"อุบายวิธี"ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมสนใจธรรมที่ลึกซึ้ง
โดยท่านใช้คำถามสั้นๆดังที่ตั้งไว้เป็นหัวข้อบันทึกนั่นแหละ….ตอนท้ายของคำตอบผมจะเอ่ยถึงท่าน ครับ
……………………………………………..
ต่อไปนี้คือ…..คำตอบที่จะขอเฉลย ครับ
………………………………………
“ฉัน อยากมี ความสุข”
มีคำอยู่ 3 กลุ่ม คือ “ฉัน” / “อยากมี” / “ความสุข”
ลองตัดหรือลบ "อยากมี" ออกไป ก็จะเหลือ “ฉัน……ความสุข”
ยังมี“ฉัน”อยู่ ตัด"ฉัน"ออกไปด้วยสิ ก็จะเหลือ “……. …… ความสุข"
ดูเหมือนเป็นปัญหา"เชาวน์"ตื้นๆง่ายๆ คือ ตัด“ฉัน” และ “อยากมี”ออกไป
ก็เหลือแต่ “ความสุข” ขอย้ำอีกทีว่า "ง่ายแต่ลุ่มลึก"ในทางธรรม
ลึกซึ้งอย่างไร ? นั่นคือ "เป้าหมาย" ที่จะต้องขยายความเพิ่มเติมดังนี้…
“อยากมี” ก็คือ"ตัณหา"หนึ่งใน “ตัณหา ๓ อย่าง”( ขอไม่กล่าวรายละเอียด )
“ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก อันเป็น“สมุทัย”หรือ ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล
“ฉัน” “กู” หรือ “ตัวเรา” ก็คือ "อุปาทาน" หมายถึง ความยึดมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส, ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
( อุปาทาน มี 4 อย่าง ของดที่จะไม่กล่าวถึงเช่นกัน )
หากเราละ“ตัณหา”และ“อุปาทาน”ได้ ก็หมดทุกข์ นั่นคือ“มีความสุข”
ส่วนจะคลายทุกข์ได้แค่ไหน จะมีสุขมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนปฏิบัติตาม"มรรควิธี"ซึ่งมีขั้นตอนและกระบวนการวางไว้มีอยู่แล้วในทางพระพุทธศาสนา
ใครละลด 2 ตัวนี่ได้มากเท่าไร ทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น และความสุขก็จะเพิ่มขึ้น
สำหรับ“พระอรหันต์”ท่านละ“ตัณหา อุปาทาน”ได้หมดสิ้นไม่หลงเหลือ
ท่านจึง “หมดทุกข์สิ้นเชิง” หรือ “สุขอย่างยิ่ง” เพราะบรรลุ“นิพพาน”
ดังคำกล่าวที่ว่า “นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง” ( นิพพานัง ปะระมัง สุขัง )
สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” ที่ถ่ายทอดเรื่องนี้ให้แก่ผู้เขียนในการอบรมจริยธรรมครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครับผม
…………………………………………………
สวัสดีค่ะ พี่ออฯ
ตามมาอ่านติด ๆ เมื่อกี้แวะไปอ่านบทความ"เรื่องจริง" ๒ มาค่ะ...
อ้าว เสียดายเฉลยซะแล้ว เลยอดทดลองตอบเลยค่ะ
แต่ก็เป็น"อุบายวิธี" ที่ดีมากค่ะ ง่ายแต่ลุ่มลึกจริง ๆ ตอนอ่านคำถามยังคิดว่าน่าจะเป็นการ "ปล่อยวาง"เราถึงจะมีความสุข แต่คำเฉลยกับดู"ง่ายแต่ยาก" อิอิ
ขอบคุณมากค่ะพี่ที่นำข้อคิดดี ๆ มาฝาก
แหมนึกว่าจะรอ แควนๆ มาว่าต่อ .. แต่รีบเฉลยก็ดีไปอย่าง .. ใครเข้ามาจะได้รับ รสธรรม + รสคำ ง่ายและเร็วขึ้น .. แล้วก็ขอเฉลยว่า ข้าน้อยก็เคยเขียนเรื่องทำนองนี้ใน บันทึกนี้ แต่ไม่ลุ่มลึก ไม่สมบูรณ์เท่าคำอรรถาธิบายที่นี่ เห็นทีจะต้องกลับไปทำ Link มาหาแล้วล่ะ .. สวัสดีครับ.
สวัสดีครับ น้องนุภา
................
ความจริง"ความสุข" กับ "ความทุกข์" อยู่ใกล้กัน
สภาพที่"ทุกข์สิ้นไป" .."ความสุข" ก็จะเข้ามาแทน
การเกิดทุกข์จะเกิดเป็นสายโยงเป็นลูกโซ่(ห่วง)ต่อเนื่องกัน ตามหลัก"ปฏิจจสมุปบาท"(ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม )
ปฏิจจสมุปบาท = อวิชชา > สังขาร > วิญญาณ > นามรูป > สฬายตนะ >ผัสสะ > เวทนา > ตัณหา > อุปาทาน > ภพ > ชาติ > ชรามรณะ ( ทุกข์ )
จะเห็นว่าอิงอาศัยกัน 12 อย่าง
ตัณหา อยู่ติดกับ อุปาทาน
หากตัดตัวต้นๆได้ตัวหลังๆก็ไม่เกิด
ขออภัยนำสิ่งที่เข้าใจยากมากล่าว ครับ
ขอบคุณมาก ที่แวะมาอ่านและแสดงความเห็น ครับผม