คำชี้แจงแถลงไขของ"ผู้เขียน" ครับ
…………………………………………
ปัญหานี้ผู้เขียนได้รับฟังมาจาก“ดอกเตอร์”ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่นำ"อุบายวิธี"ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมสนใจธรรมที่ลึกซึ้ง
โดยท่านใช้คำถามสั้นๆดังที่ตั้งไว้เป็นหัวข้อบันทึกนั่นแหละ….ตอนท้ายของคำตอบผมจะเอ่ยถึงท่าน ครับ
……………………………………………..
ต่อไปนี้คือ…..คำตอบที่จะขอเฉลย ครับ
………………………………………
“ฉัน อยากมี ความสุข”
มีคำอยู่ 3 กลุ่ม คือ “ฉัน” / “อยากมี” / “ความสุข”
ลองตัดหรือลบ "อยากมี" ออกไป ก็จะเหลือ “ฉัน……ความสุข”
ยังมี“ฉัน”อยู่ ตัด"ฉัน"ออกไปด้วยสิ ก็จะเหลือ “……. …… ความสุข"
ดูเหมือนเป็นปัญหา"เชาวน์"ตื้นๆง่ายๆ คือ ตัด“ฉัน” และ “อยากมี”ออกไป
ก็เหลือแต่ “ความสุข” ขอย้ำอีกทีว่า "ง่ายแต่ลุ่มลึก"ในทางธรรม
ลึกซึ้งอย่างไร ? นั่นคือ "เป้าหมาย" ที่จะต้องขยายความเพิ่มเติมดังนี้…
“อยากมี” ก็คือ"ตัณหา"หนึ่งใน “ตัณหา ๓ อย่าง”( ขอไม่กล่าวรายละเอียด )
“ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก อันเป็น“สมุทัย”หรือ ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล
“ฉัน” “กู” หรือ “ตัวเรา” ก็คือ "อุปาทาน" หมายถึง ความยึดมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส, ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
( อุปาทาน มี 4 อย่าง ของดที่จะไม่กล่าวถึงเช่นกัน )
หากเราละ“ตัณหา”และ“อุปาทาน”ได้ ก็หมดทุกข์ นั่นคือ“มีความสุข”
ส่วนจะคลายทุกข์ได้แค่ไหน จะมีสุขมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนปฏิบัติตาม"มรรควิธี"ซึ่งมีขั้นตอนและกระบวนการวางไว้มีอยู่แล้วในทางพระพุทธศาสนา
ใครละลด 2 ตัวนี่ได้มากเท่าไร ทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น และความสุขก็จะเพิ่มขึ้น
สำหรับ“พระอรหันต์”ท่านละ“ตัณหา อุปาทาน”ได้หมดสิ้นไม่หลงเหลือ
ท่านจึง “หมดทุกข์สิ้นเชิง” หรือ “สุขอย่างยิ่ง” เพราะบรรลุ“นิพพาน”
ดังคำกล่าวที่ว่า “นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง” ( นิพพานัง ปะระมัง สุขัง )
สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” ที่ถ่ายทอดเรื่องนี้ให้แก่ผู้เขียนในการอบรมจริยธรรมครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครับผม
…………………………………………………