อาทิตย์ก่อนเกิดบรรยากาศครุกรุ่นในโรงเรียน เลยส่งจดหมายออกไป

 

ทุกคนต่างก็มีมุมของตน กรอบคิดของตน การจะหลุดกรอบได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเราต่างถูกตั้งโปรแกรมมานานแสนนานตั้งแต่เกิด จากพ่อแม่ จากสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู จากครู จากเพื่อน จากแฟน จากสื่อ จากวัฒนธรรม  จาก.................ฯลฯ ถ้าจะมองในมุมของศาสนากรอบนี้ยิ่งติดตัวเรามาอย่างข้ามภพข้ามชาติ

 

แต่ไม่ว่าอย่างไรพี่ก็เชื่อในการเปลี่ยนแปลง ทุกคนเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเราเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนแปลง

 

แต่ทำไมฉันถึงต้องเปลี่ยนแปลง ฉันเป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว มีความสุขดีแล้ว เผอิญว่ามีน้อยคนมากที่มีความสุขอย่างแท้จริงและความสุขนั้นกลับยังไม่ใช่จุดหมายที่แท้เสียอีก

 

เราต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์

 

เราจะผ่านพ้นสิ่งนี้ไปได้อย่างไร พี่คิดว่าประการแรกคือการทำความเข้าใจ

 

เข้าใจใคร? เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น

 

แล้วเราจะแก้ไขความขัดแย้งนี้อย่างไร? พี่เสนอว่าโดยเบื้องต้นกลับมามองที่ตนเอง มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้อย่างไรถ้าส่วนไหนคิดว่าเป็นความผิดของเรา อาจเริ่มต้นด้วยการขอโทษ ส่วนไหนที่เราคิดว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ พี่อยากให้ลองใช้วิธีที่ใช้ในสังฆะของท่านติช นัท ฮันห์ พี่ปองเพิ่งพูดในที่ประชุมเมื่อวันพฤหัสฯ(นี่อาจเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เรื่องนี้ได้ถูกพูดขึ้นในวันที่เป็นปัญหาพอดี)

 

คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะเป็นผู้เริ่มต้น ทั้งๆที่เรากำลังรู้สึกว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ(น่าแปลกที่เมื่อเกิดปัญหาทุกคนจะคิดว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ) แต่นั่นก็กลับจะเป็นเรื่องท้าทาย สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องงานไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องความสัมพันธ์ แต่เป็นเรื่องการเติบโตด้านในเรื่องอย่างนี้ยังคงต้องเกิดขึ้นกับเราไปอีกตลอดชีวิต ในเหตุการณ์อื่นกับคนอื่นๆ พี่อยากให้ลองใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบ

 

พี่เชื่อว่าทุกคนเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนต่างมีความปรารถนาดี แต่ด้วยกรอบคิดของเราทำให้เราเหมือนถูกม่านบังตา

 

ถ้าเรายังผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ ก็เป็นเรื่องปกติอยู่เองที่เรื่องการก่อการร้ายยังจะต้องเกิดทั้งใน ๓จังหวัดภาคใต้ ในอิรักและทั่วทุกจุดในโลก

 

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวเราและกับผู้คนรอบข้าง เป็นเพียงสมรภูมิย่อส่วนของสงครามและความขัดแย้งระดับโลก

 

เมื่อเราคลี่คลายตนเอง ก็จะทำให้ปัญหาของโลกคลี่คลายไปด้วย

 

นี่คือความเชื่อของพี่