โครงสร้างอำนาจ ก็คือ องค์ประกอบและปริมาณของทรัพยากรที่เป็นฐานของอำนาจ

(ต่อ-- อันนี้ยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่นะครับ แต่ขอตัดเข้าเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจหน่อยนึง) 

จากเว็บไซต์ของ www.uoregon.edu กล่าวถึงเรื่อง การวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจ เอาไว้ว่า "การวิจัยเรื่องโครงสร้างอำนาจ นั้นเป็นวิธีการศึกษาอำนาจที่ให้ความสำคัญกับการกระจายของทรัพยากรที่เป็นฐานของอำนาจอย่างไม่เท่าเทียม (เช่น ความมั่งคั่งร่ำรวย, อำนาจทางการเมือง, การควบคุมสื่อสารมวลชน) และความสำคัญของเครือข่ายทางสังคมที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในฐานะที่เป็นวิธีการรวบรวมอำนาจและการกำหนดกฎกติกาต่าๆงต่อไป (ทำให้เป็นสถาบัน - institutionalized)

ฉะนั้นเราอาจบอกได้(หรือไม่)ว่า โครงสร้างอำนาจ ก็คือ องค์ประกอบและปริมาณของทรัพยากรที่เป็นฐานของอำนาจ และการที่แต่ละส่วนที่เราพิจารณามีอำนาจต่างกัน ก็เนื่องมาจากโครงสร้างอำนาจที่ต่างกัน i.e. แต่ละส่วนที่เราพิจารณามีทรัพยากรที่เป็นฐานของอำนาจต่างกัน/ปริมาณไม่เท่ากัน

จากการลงพื้นที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จังหวัดตรังแล้วพบว่า ผู้เล่นที่เกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนมากๆจริงๆ ก็คือ รัฐกับชุมชน ... ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้เล่นเป็นคนจริงๆ ที่ไปกำหนดกติกาอีกที แต่ตลาดนั้นเป็นกลไกที่มีอยู่เดิมแล้ว

(คือ คำที่คิดอยู่ในใจคือ กลไกตลาดมันลอยอยู่ในอากาศอยู่แล้ว หรืออีกแบบนึงคือ มันอยู่ในสามัญสำนึกของคนแล้ว ถ้าเราเชื่อว่าคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ)

และมองว่า ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่ออำนาจในการจัดการทรัพยากรมีอยู่ 3 ประการ  คือ

หนึ่ง กฎกติกา ที่รับรองหรือให้อำนาจ ให้สิทธิ์กลไกแต่ละแบบในการจัดการทรัพยากร หรือ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร กฎกติกานี้ เป็นได้ทั้งกฎกติกาในประเทศ เช่น พระราชบัญญัติต่างๆ หรือ กติกานานาชาติก็ได้ เช่น RAMSA , Kyoto protocol เป็นต้น ยิ่งมีกติกาสนับสนุนการจัดการมากเท่าใด ยิ่งมีอำนาจมาก 

สอง ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร ทั้งความรู้เกี่ยวกับตัวทรัพยากร , พื้นที่ตั้งของทรัพยากร  ทักษะและความรู้ในเชิงการจัดการที่ทำให้สามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งถ้ามีความรู้มาก และการจัดการมีประสิทธิภาพมาก อำนาจในการจัดการทรัพยากรรวมถึงอำนาจในการต่อรองก็จะมากขึ้นด้วย

สาม กำลังสนับสนุนทางสังคม เช่นเครือข่ายหมู่บ้าน หรือเส้นสายที่มีกับผู้ว่าฯ  หรือ กลุ่มที่มีมวลชน เป็นต้น ยิ่งมีเครือข่าย มาก กว้างขวางหลากหลาย ก็จะทำให้การต่อรองเป็นไปอย่างมีพลังมากขึ้น แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เป้าหมายและความสามัคคีของกำลังสนับสนุทางสังคมดังกล่าวด้วย ต้องไปในทางเดียวกัน

ผู้เล่นใดมีอำนาจใดมากกว่า ก็จะได้สิทธิ์ในการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะหากเป็นการต่อรองเชิงอำนาจเป็นแบบที่ใครมีอำนาจมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ เช่น การเมืองในรัฐสภา เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี ระดับท้องถิ่นในประเทศไทย การจะมอบสิทธิ์ในการจัดการไปที่กลไกใดนั้น จะต่างจากที่บอกข้างต้น เพราะกฎหมายเป็นผู้กำหนดสิทธิ์ และช่วงก่อนจะมี รธน. 40 กฎหมายให้สิทธิแก่รัฐโดยชัดเจน แต่หลังจากมีรธน. 40 ได้มีมาตราที่ส่งเสริมให้ชุมชนจัดการทรัพยากร และมีความพยายามผลักดันกฎหมายเสริมพลังให้ชุมชนต่างๆเช่น กฎหมายป่าชุมชนเป็นต้น แต่ก็ยังไม่ออกมาเป็นพระราชบัญญัติ ทำให้ช่วยเวลานี้ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก ผู้ที่มีสิทธิ์ได้จัดการทรัพยากรจึงมีโอกาสเป็นได้ทั้งรัฐและชุมชน (คือ รัฐมีแต้มต่อจากกฎหมายเดิม แต่ชุมชนมีโอกาสมากขึ้นจากรธน.40) 

ด้วยเหตุนี้ ในระดับท้องถิ่น (ภายในจังหวัด) จึงต้องมีกรรมการในการตัดสินว่า สิทธิ์นั้นควรจะไปอยู่ที่ใคร  ยกตัวอย่างเช่น ในระดับท้องถิ่น ระหว่างข้าราชการท้องถิ่นกับชุมชน กรรมการผู้ตัดสิน ก็อาจจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น 

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการต่อรองเชิงอำนาจเพื่อแย่งชิงอีกอย่างหนึ่งคือ Superstructure หรือ โครงสร้างเชิงสถาบันที่ครอบเกมการต่อรองนี้ไว้อีกทีหนึ่ง หรือ ครอบการรับรู้ในเงื่อนไขต่างๆของผู้เล่นแต่ละผู้เล่น

โครงสร้างเชิงสถาบันในที่นี้ มีทั้งส่วนที่เป็นทางการ เช่น รัฐธรรมนูญ เป็นต้น หรือ ส่วนที่เป็นวัฒนธรรมต่างๆ เช่น วัฒนธรรมแบบนายบ่าว - นับถือผู้มียศฐาบันดาศักดิ์ เช่น ชาวบ้านจะภูมิใจ ดีใจเมื่อผู้ว่าฯมา เป็นต้น หรือ ผู้มียศก็กดชาวบ้าน เช่น พฤติกรรมของข้าราชการบางส่วน เป็นต้น รวมไปถึงความรู้ต่างๆที่ฝังเอาไว้ในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น แนวคิดเชิง post-modern ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เป็นต้น  ซึ่งตรงนี้อาจมีผลต่อการรับรู้ของข้าราชการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับการศึกษามาในรูปแบบนี้