จึงทำให้นำไปสู่ข้อครหาของสังคมว่า ครูเองก็คิดไม่ได้ คิดไม่เป็นแล้วจะไปสอนให้นักเรียนคิดเป็นได้อย่างไร?

พูดกันมานานแล้วว่าครูต้องสอนให้นักเรียนคิด แต่เดิมหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เน้นให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น จนถึงวันนี้ ศธ.ยังต้องเน้นครูว่าการจัดการเรียนการสอนต้องนำกระบวนการคิดไปสู่นักเรียน เนื่องจากหลายปรากฏการณ์ฟ้องว่านักเรียนคิดไม่เป็น อาทิ การใช้โทรศัพท์อย่างฟุ่มเฟือย พฤติกรรมการแต่งกาย ก่อการทะเลาะวิวาท เสพสารเสพติด มั่วสุม หรือสำส่อนทางเพศ จนถึงขั้นก่ออาชญากรรมต่างๆ แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเรา โดยเฉพาะครูไม่อาจสร้างกระบวนการคิดให้กับนักเรียนได้ ถึงแม้ว่าเราจะตระหนักในเรื่องนี้มานานแล้วก็ตาม

การสอนให้นักเรียนคิดต้องอาศัยเวลา เพราะต้องวางแผน ต้องรอ ครูจะใจร้อนรีบบอกคำตอบก่อนไม่ได้ ที่สำคัญคือครูต้องคิด เพื่อวางแผนให้นักเรียนได้ฝึกคิด ถ้าเน้นให้คิด ครูต้องทำหลายอย่าง ก่อนอื่นครูต้องคิดว่าจะต้องใช้วิธีสอนแบบใด อาจจะสอนโดยการตั้งคำถาม ครูก็ต้องมาคิดอีกว่าจะใช้คำถามอะไร อย่างไรบ้าง นักเรียนจึงจะได้คิด ไม่ใช่จำเอามาตอบ หรืออาจจะสอนแบบโครงงาน ครูยิ่งต้องใช้เวลา เพราะกว่านักเรียนจะรู้ นักเรียนต้องคิด ออกแบบ วางแผน เพื่อทดลองด้วยตนเอง ระหว่างนั้นต้องรอสังเกตผลต่อไปอีกระยะหนึ่ง จึงสามารถบันทึก และเขียนรายงานสรุปเป็นองค์ความรู้ได้ ดังนั้น อาจจะไม่ทันการณ์ เพราะครูต้องสอนเนื้อหาสาระมากมายให้ครบตามหลักสูตรกำหนด หรือ ครูอาจจะเป็นห่วงศิษย์ว่ายังรู้เนื้อหาสาระน้อย ไม่พอที่จะใช้สอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย

ปัญหาในชั้นเรียนเอง ที่อาจทำให้ครูละเลยการปลูกฝังกระบวนการคิดให้กับนักเรียน ได้แก่ จำนวนนักเรียนต่อห้องมากเกินไป บางโรงเรียนอาจสูงถึง 50-60 คน ไม่ต้องอะไรมาก แค่จะทำให้นักเรียนสงบ มีสมาธิ พร้อมจะเรียนได้ สำหรับนักเรียนห้องละมากๆ อย่างนี้ก็ยากแล้วสำหรับครู ยังจะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลอีก นักเรียนแต่ละคนต่างกันทั้งการรับรู้ และความต้องการ ครูต้องคิด และใช้หลายวิธีพร้อมๆ กัน จึงจะทำให้นักเรียนจำนวนมากซึ่งต่างกัน เกิดกระบวนการคิด นอกจากนั้นแล้ว ความขาดแคลนสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้จัดการเรียนการสอน หรือเพื่อฝึกปฏิบัติในการทำโครงงานก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการสอนให้นักเรียนคิด

โดยสรุปไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการสอนที่ต้องอาศัยเวลา ปัญหาจากจำนวนนักเรียนต่อห้องมากเกินไป ปัญหาจากความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน หรือปัญหาการขาดแคลนสื่อวัสดุอุปกรณ์ ก็นับว่าเป็นอุปสรรคจนอาจเป็นเหตุให้ครูละเลยต่อการสอนให้นักเรียนคิดได้ทั้งสิ้น เมื่อผนวกเข้ากับความซ้ำซากของข่าวครูซึ่งปรากฏบนสื่อต่างๆ อาทิ ครูข่มขืนนักเรียน ครูค้ายาบ้า ครูลงโทษนักเรียนด้วยการใช้ไม้เรียว หรือความรุนแรง ครูคัดลอก หรือจ้างให้คนอื่นทำผลงานแทน ตลอดจนภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวของครู ฯลฯ จึงทำให้นำไปสู่ข้อครหาของสังคมว่า ครูเองก็คิดไม่ได้ คิดไม่เป็นแล้วจะไปสอนให้นักเรียนคิดเป็นได้อย่างไร?

มุมมองของสังคมต่อครู โดยเฉพาะการสอนให้นักเรียนคิดเป็น มีส่วนถูก และจริงอยู่บ้าง ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันน่าจะรู้ซึ้งในปัญหา จึงได้ปฏิบัติการแก้ไขอย่างที่เรารู้เห็นกัน อาทิ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกำหนดให้จัดการศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ครูนำกระบวนการคิดไปสู่นักเรียน การศึกษาต้องใช้คุณธรรมนำความรู้ เตรียมการอบรมครูให้เลิกใช้ไม้เรียว ปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนให้พอต่อการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ควบคุมให้สถานศึกษาลดจำนวนการรับนักเรียนต่อห้องในปีการศึกษา 2550 ที่จะมาถึง หรือล่าสุดรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งก็ถูกมอบหมายให้แก้ไขภาวะหนี้สินของครูเป็นการเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการสอนให้นักเรียนคิดเป็น ยังมีวัฒนธรรมของสังคมไทยเราเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสังคมมิได้กล่าวถึงบ่อยนัก เพราะขาดความตระหนัก หรืออาจเพราะหยิกเล็บแล้วจะเจ็บเนื้อทำให้สาเหตุสำคัญของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา

วัฒนธรรมของสังคมไทยเรา ไม่ยอมรับในความหลากหลาย หรือความแตกต่าง นิยมแต่ความเหมือน เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นน้อย ครั้นมีโอกาสบ้าง บางคราวก็ไม่รับฟัง ฟังแต่ไม่ได้ยิน หรือทำเอาหูทวนลมเสีย ความคิดเห็นในสังคมเรา จึงมักรวมศูนย์อยู่ที่ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพลหรือผู้ที่ร่ำรวยเงินทองคนเหล่านี้เสียงดังกว่าเสมอ

ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย จะเห็นว่าคำนึงถึงเรื่องอาวุโสมากกว่ามุมมอง หรือแนวคิด เด็กแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาต่อผู้ใหญ่ ถ้าเป็นความเห็นแตกต่าง แม้จะมีเหตุผลดีก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะถูกมองว่าก้าวร้าวไว้ก่อน เด็กจึงไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ ไม่กล้าแสดงความเห็น ผู้น้อยไม่กล้าออกความคิดเห็นขัดแย้ง ทั้งๆ ที่รู้กันว่าข้อถกเถียงอย่างมีเหตุผลจะทำให้เกิดปัญญาจะนำไปสู่ทางออก และทั้งที่ยอมรับว่าความแตกต่าง หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่รอดคงเผ่าพันธุ์ ถ้าไม่มีความต่าง ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เราจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไร ความรู้ และเทคโนโลยีจึงเกิดขึ้นในบ้านเราน้อย เรามักเป็นได้แค่ผู้เรียนรู้ผู้ซื้อหรือผู้คัดลอกเท่านั้น

หากวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์แบบไทยๆ จะพบความสัมพันธ์ซ้อนกันอยู่ 2 สถานภาพ สถานภาพแรก ครูเป็นครู เป็นผู้มีพระคุณ สถานภาพที่สองครูเป็นผู้ใหญ่ อาวุโสกว่า ดังนั้น นักเรียนจึงมักไม่กล้าเป็นทวีคูณ ที่จะแสดงความคิดเห็นอันอาจขัดแย้งกับครูของตนเอง เพราะครูเป็นทั้งผู้มีพระคุณ และอาวุโสกว่า ด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ในมุมมองของครู หากความคิดเห็นของศิษย์ไม่ตรงกับใจของตนเองอยู่บ่อยๆ น่าจะเป็นธรรมดา ถ้าครูจะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจศิษย์คนนั้นขึ้นมาบ้าง จนอาจจะปรากฏในการแสดงออก ตัวศิษย์เองก็คงจะสังเกตได้ในที่สุด

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บังคับบัญชาอาจซ้อนกันมากกว่า 2 สถานภาพด้วยซ้ำ อาทิ อาวุโส อำนาจ บารมี โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการให้คุณให้โทษ ครูจึงไม่กล้าคิดแตกต่าง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่นักเรียนไม่กล้าคิด ทั้งนี้ เพราะอาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บังคับบัญชาจนอาจตามมาด้วยบทลงโทษได้ เมื่อทั้งศิษย์ และครูต่างก็รับเอาค่านิยมวัฒนธรรมไทยมาด้วยกันอย่างฝังรากลึก โดยเฉพาะครูผู้ซึ่งมีหน้าที่คิด วางแผน ปลูกฝังกระบวนการคิดให้กับนักเรียนยังต้องตกอยู่ในภาวะเยี่ยงนี้แล้วเราจะได้นักเรียนกี่คนที่คิดเป็น

คล้ายว่ารัฐตระหนักในเรื่องนี้ เพราะ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ.ได้กำหนดให้องค์กรต่างๆ รวมถึงสถานศึกษาบริหารราชการในรูปของคณะกรรมการ แต่ในทางปฏิบัติอำนาจการพิจารณา และการตัดสินใจแทบจะทุกเรื่องก็ยังมาจากผู้บริหารเพียงคนเดียวเช่นเดิม รัฐควรเร่งติดตามดูแลแก้ไข เพื่อให้การบริหารราชการในรูปคณะกรรมการมีผลบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติตามที่กฎหมายได้ระบุไว้ สถานภาพความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บังคับบัญชาจะยืดหยุ่นขึ้น ครูจะกล้าคิด และสอนให้นักเรียนคิดมากขึ้น

นอกจากนั้น ควรเร่งสร้างความตระหนัก ด้วยการรณรงค์ให้สังคมเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง คำนึงถึงเหตุ และผลเป็นลำดับแรก เพราะจะเป็นแรงผลักสำคัญในการแก้ไขความไม่กล้าคิด อีกทั้ง เป็นการพัฒนาความคิดตามระบอบประชาธิปไตย แถมยังสอดคล้องกับแนวทางของการสมานฉันท์อีกด้วย

ทั้งหมดเป็นผลที่ครูไม่สามารถจะสอนให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น แม้จะตระหนัก และลงมือปฏิบัติมานานแล้วก็ตาม มีเหตุอยู่อย่างหลากหลาย ทั้งในเรื่องของเวลา ปัญหาในชั้นเรียน ที่สำคัญคือครู และนักเรียนไม่กล้าคิด จนถึงวันนี้ ศธ.ก็ยังต้องเน้นครูว่าการจัดการเรียนการสอนต้องนำกระบวนการคิดไปสู่นักเรียน

วัฒนธรรมในการแสดงความคิดเห็นของสังคมไทย นับว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญ

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 4 มีนาคม 2550)