สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดโอกาสพัฒนาข้าราชการโดยการให้ไปปฏิบัติงาน  ที่หน่วยงานอื่นภายในประเทศเป็นการชั่วคราว ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป ตามเงื่อนไขและระเบียบที่สำนักงาน ก.พ.กำหนดไว้ นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ ก.พ.กล่าวถึงแนวทางปฏิบัติเรื่องนี้ว่า ส่วนราชการที่มีความประสงค์จะให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานยังหน่วยงานอื่น จะต้องจัดทำแผนพัฒนาข้าราชการในภาพรวมซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ วิเคราะห์ภารกิจ ทิศทางการดำเนินงานของส่วนราชการ สภาพกำลังคนที่มีอยู่ รวมถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ ที่มีความสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในอนาคตว่า ส่วนราชการมีหรือขาดบุคลากรที่มีคุณลักษณะดังกล่าวหรือไม่ และผลกระทบต่ออัตรากำลังที่อาจเกิดขึ้นจากการส่งข้าราชการไปปฏิบัติงานดังกล่าว นายปรีชากล่าวว่า หากส่วนราชการวิเคราะห์เหตุผล และความจำเป็นแล้ว พบว่าส่วนราชการยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในด้านใด และจำเป็นต้องส่งข้าราชการไปพัฒนาองค์ความรู้จากหน่วยงานภายนอกให้ประสานกับหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับองค์ความรู้ในสาขาวิชานั้น โดยหน่วยงานในภาคเอกชนที่ส่วนราชการจะส่งข้าราชการไปปฏิบัติงานจะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเชิงธุรกิจกับส่วนราชการดังกล่าว เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ส่วนราชการต้องกำหนดแผนงาน โครงการ และตำแหน่ง เพื่อรองรับข้าราชการที่จะกลับมาปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับความรู้ และทักษะที่ได้รับเพิ่มขึ้น นายปรีชากล่าวว่า การคัดเลือกข้าราชการไปปฏิบัติงานยังหน่วยงานอื่น ต้องคัดเลือกจากข้าราชการ        ที่สมัครใจมีคุณสมบัติ และไม่มีคุณลักษณะต้องห้ามตามระเบียบ ด้วยวิธีการที่โปร่งใส เปิดเผย เมื่อครบกำหนดเวลาการไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานอื่น ให้ส่วนราชการต้นสังกัดประเมินสมรรถนะ ผลการปฏิบัติงานและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชา และสำนักงาน ก.พ.รับทราบด้วย เลขาธิการ ก.พ.กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์ของการให้ข้าราชการไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานอื่น นอกจากจะเป็นการพัฒนาข้าราชการในทักษะ ความรู้ความสามารถที่เป็นความต้องการของส่วนราชการ ยังถือเป็นการแลกเปลี่ยน ถ่ายเทองค์ความรู้ระหว่างภาคราชการกับภาคเอกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและระบบบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างยั่งยืน มติชน (คอลัมน์ข้าราษฎร)  15  มิ.ย.  50