วันที่สอง ลองขึ้นยาน

เช้าวันใหม่ วันที่สองของเจ็ดอรุณแห่งการเรียนรู้ หกราตรีแห่งจิตลุกโพลง

เริ่มต้นด้วยการ ภาวนาเหงื่อแตก หรือการออกกำลังกายเต้นสมาธิ Endless Wave หกจังหวะ คือ body parts, flowing, staccato, chaos, lyrical และจบลงที่ stillness เหงื่อแตกเหงื่อแตน จากปลายผมยันปลายเท้า ทุกหลืบมุม ทุกคนได้ดูแลตนเอง ขอบคุณร่างกาย พิจารณาความสามารถของอวัยวะต่างๆที่เดิมอาจจะไม่เคยเห็นหรือค้นพบ ผมชอบอากาศเชียงรายก็ตรงนี้เอง ออกกำลังเสร็จไม่ร้อนไม่หนาว ไม่เหนอะหนะเท่าไร ทุกคนกระตุ้นต่อมหิว ตรงรี่ไปห้องอาหาร ตักข้าวต้มบ้าง ตักข้าวบ้าง ก๋วยเตี๋ยวบ้าง ตามอัชฌาสัย

บทเรียนเช้านี้ เริ่มต่อจากเมื่อคืน โดยการแบ่งกลุ่มเล็กย่อยประมาณ 7-8 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์เรื่องการขึ้นยาน (ญาน) กันว่าใครมีอะไร ที่เป็นเครื่องกระตุ้น หรือเป็นเครื่องบล็อก และถ้าโดนบล็อกแล้วได้ทำอะไรลงไปเป็นการแก้ไข กลุ่มผมก็มี พี่วิธาน อ.ประสาท คุณหนึ่ง พี่แดง คุณประยุกต์ พิชิต หมอชาย คุณเรณู แล้วก็ผมนั่งสนทนาเอกเขนกกับหมอนอิงกัน

 หมอชาย ผอ.ฉวาง

เหมือนชุมนุมจอมยุทธไหมครับ ซงซัว ฮั่วซัว คุนลุ้น ง่อไบ๊ เห็งซัว มากันทั่วประเทศ จากเชียงรายยันสงขลาเลย

พี่วิธานเปิดเวทีด้วยการท้าทาย (เที่ยวนี้แกกระเหี้ยนกระหือเขาที่พึ่งงอกของแกมาก เผลอไม่ได้เดี๋ยวชักๆ เป็นเขาอิเล็กโทรนิกชักเข้าออกได้ อิ อิ) ว่าที่เรากลัวน่ะ เราม่ายด้ายกลัวที่เรากลัวหรอก แต่เรากลัวความไม่รู้มากกว่า มิสู้เรามาลองทำอะไรโดยปราศจากห่วงผูกพัน ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นคนดี/ไม่ดีดูไหม

พอเห็นคนเริ่มทำหน้าหวาดๆ ก็รีบอธิบาย ไม่ได้หมายความว่าจะให้ไปฆ่าใคร หรือผิดลูกเมียใครหรอกนะครับ เป็นแค่อุปมาอุปมัย ซึ่งสิ่งนี้การมีคนคอยช่วยกันถีบลงเหว ช่วยได้เยอะ (ปกติ เป็นแกที่ถูกถีบบ่อยครับ อ.ประสาท ล่ะที่หนึ่งเลย สงสัยเพราะเหตุนี้รึเปล่าเลยมายุคนถีบลงเหวกัน ฮา ฮา) ดูอย่าง Indiana Jones ตอนสามสิ ที่พระเอก (แฮริสัน ฟอร์ด) ต้องหยั่งเท้าออกนอกเหว เพื่อเอาน้ำอมฤตมาช่วยพ่อ (ฌอน คอนเนอรี) โดยอาศัย faith เป็นเครื่องมืออย่างเดียว พอก้าวออกไปปุบ ก็มีทางเดินออกมารองรับทันที

พี่แดงกับคุณประยุกต์ บอกประเด็นที่กังวลมา พี่แดงบอกว่าคนเรานั้นมันแตกต่างกันเหลือเกิน แล้วเราจะมีวิธีที่ทำให้คนเราแต่ละคน ทุกๆคน อยู่กันคนละ state คนละ stage ไปถึงที่หมายพร้อมๆกันได้อย่างไร คุณประยุกต์บอกว่า วิชาเดินทะลุกำแพงนั้นก็อยากเรียน แต่ของวิชาซ่อมแซมจมูกเยิน จมูกหักก่อนได้ไหม จะได้ใช้เยียวยาเผื่อเวลาวิชาไม่ work (รอบคอบดีมากขอรับท่าน)

อาจารย์ประสาทหักคอเข้าประเด็นทันที (เที่ยวนี้ฌานของแกแข็งแกร่ง คงเส้นคงวามาก ตั้งแต่เริ่มงานปลิ้นไปงาน พรพ. ก็ยังไม่หยุดยั้งเพลาลงแต่อย่างใดเลย)

จะเกิดจิตตื่นรู้นั้น เราก็ต้องเปิดจิตให้กว้างขวางรับรู้ได้เยอะๆก่อน เปรียบเสมือนการคลี่พัดจีน บางคนก็คลี่กะตี๊ดเดียวแต่บอกว่าเปิดหมดแล้ว บางคนก็คลี่ๆหุบๆจะเปิดก็ไม่เปิดจะปิดก็ไม่ปิด สันนิษฐานว่าฐานกาย ฐานใจ ฐานความคิด ยังไม่สมดุล ยังกลัวๆกล้าๆ ถ้าเมื่อไรเราเปิดหมด 180 องศา ลวดลายวิจิตรพิศดารของพัดเราก็จะประภัสสรเป็นประจักษ์ต่อทั้งตัวเรา และคนรอบข้างได้ เป็นจิตตื่นรู้ที่แท้จริง

คุณเรณู คุณหนึ่ง พูดถึงการจะแก้ปัญหาความหลากหลายที่พี่แดงพูดถึง ก็ถ้าเหตุการณ์ความเป็นไปได้มันเยอะเกินกว่าจะเตรียมได้ ก็ลอง ไม่ต้องเตรียม จะเป็นไรไป ทำไปแบบมั่วๆ

เราได้ key word มาอีกคำนึง ให้ทำแบบมั่วๆ ตามที่โยดาว่าไว้เป็น Koan เมื่อคืนก่อน ในความมั่วมันก็มีระเบียบแบบแผนของมันอยู่ ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มแกส ก็มี Brownian movement ที่ใช้พยากรณ์การเคลื่อนที่ ในความไร้ระเบียบ ก็มีทฤษฎี chaos พรรณนา อธิบาย ในความมั่วๆนั้นก็มี self organization ของตัวมันเองอยู่

อันนี้ต้องยกสองตัวอย่าง ของหมอชาย กับอ.พิชิต ของหมอชายนั้นเป็นนายวงดนตรีสลึง เธอบอกว่าไม่ชอบการเล่นในที่สาธารณะ (แล้วมันเป็นนักดนตรีมีวงได้ไงหว่า) ปกติวงเธอมี motto ว่า "เล่นดนตรีด้วย คุยด้วย" (นัยว่าประหยัดเพลง ว่างั้นเถอะ) คุยไปคุยมา เล่นได้ดีขึ้น ปล่อยอารมณ์ไปตามคลื่นสั่นคลอน สัมผัสคนรอบข้างได้ดีขึ้น เปลี่ยน state จาก I ไปเป็น We และ All of US อย่างรวดเร็ว ครั้งนั้น motto เปลี่ยนเป็น "เล่นดนตรีด้วย คุยด้วย ร้องไห้ด้วย" เพราะสามารถสื่อสารผ่าน alpha ลงไปสั่นคลอนความอ่อนไหว sensitive ของคนฟังได้ถึงที่สุด

ของ อ.พิชิต อาจารย์ทันตแพทย์ ม.น. จัดสุนทรียสนทนา package ให้นักศึกษาทันตะ เป็นร้อยคน (170 คน) พาขึ้นยานทีเดียวทั้งก๊กเลย อาจารย์ให้เด็กๆเล่าสิ่งประทับใจ ในประสบการณ์การเรียนเป็นหมอฟัน ปรากฏว่าทุกคนมีเรื่องเล่าหมด ตอนแรกนึกว่าจะไม่ค่อยมี ปรากฏว่ารอเล่ากันหมดทุกคนเลย ไม่มีคนลุกไปห้องน้ำห้องท่า อยากฟังของคนอื่น และอยากเล่าของตัวเอง อยาก share ความรู้สึกดีๆของตนเอง อยากได้รับรูความรู้สึกดีๆของคนอื่น แม้แต่อาจารย์ก็มีอะไรมาเล่าด้วย เป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม (literally)

 อ.พิชิต ทันตะ ม.น.

ผมนึกถึงภาพยนต์เรื่อง Spiderman 3 ตอนนี้มีคำพูดเด็ดๆหลายตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าป้าเมย์ออกมาล่ะก็ เป็นตัวขโมย scene สุดยอด เพราะบทเธอจะเฉียบมั่กมาก ตอนที่ปีเตอร์ ปากเกอร์ (spiderman ตอนไม่สวมหน้ากาก) กำลังสับสนท้อแท้สุด จะคืนแหวนที่ป้ามอบให้เพื่อเอาไปหมั้นเมรี เจน วัตสัน ป้าเมย์บอกให้ปีเตอร์ทำอย่างหนึ่งก่อน

First, I want you to do the most difficult thing, that is to forgive yourself

"ป้าขอให้เธอทำสิ่งที่ยากที่สุดเพื่อตัวเองก่อน นั่นคือ ให้อภัยตัวเอง"

ถ้าเราไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ ก็จะไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองทำอะไรผิดได้เลย ก็จะไม่กล้า หรือไม่พยายาม ลองของอะไรใหม่ๆ เพราะมันจะรู้สึกไม่ปลอดภัย

NO FEAR = อภัยทาน 

ถ้าเราจะใช้ชีวิต ใช้พลังให้เต็มศักยภาพ ดูเหมือนว่าเราต้องพัฒนาความสามารถในการให้อภัยตัวเอง ผิดพลาดได้ แล้วก็เรียนรู้ไปกับมัน ไม่ต้องกลัวความผิดพลาด เพราะทุกคนที่ทำงาน ต้องผิดพลาดทุกคน แต่การที่เราจัดการกับประสบการณ์ผิดพลาดนั้นอย่างไรต่างหาก ที่แสดงถึงศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์