สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน ต้องสู้ จึงจะชนะ

                คุณว่าไหม? มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็นมากที่สุดในโลก มนุษย์อยากรู้ความเป็นไปในอดีต อยากรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องการหยั่งรู้อนาคต ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงหลงใหลการ ดูหมอ เพื่อพยากรณ์ความเป็นไปในชีวิตของตน จึงส่งผลให้อาชีพหมอดูกลายเป็นอาชีพยอดฮิต ซึ่งมีทั้งหมอดูที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ และผู้ที่อุปโลกน์ตนเองขึ้นมาโดยหาได้มีวิชาความรู้จริงดังที่กล่าวอ้างไม่  

               ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบการดูหมอ เนื่องจากกลัวความแม่นยำของการทำนาย หากทำนายทายทักเรื่องดีๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคำทำนายมีแต่เรื่องร้ายๆ ก็ทำให้หม่นหมองไปได้เหมือนกัน ดังนั้นการไม่ไปดูหมอจึงเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม ไม่นำพาความกังวลมาให้ตัวเอง 

              เมื่อตอนเรียนปริญญาโท ผู้เขียนก็จับผลัดจับผลูต้องมาทำรายงานเรื่อง หมอดูอิสลาม โดยลงเก็บข้อมูลจากหมอดูที่บ้านเกิดของตนเองในพื้นที่จังหวัดยะลา การเก็บข้อมูลครั้งนี้ผู้เขียนพยายามไปด้วยจิตใจปราศจากอคติ หวังเพียงวิชาความรู้เท่านั้น หมอดูท่านนี้เป็นหมอดูสารพัดประโยชน์ ดูดวง ดูของหาย ทำหวยทำเบอร์ได้สารพัด แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ ดูของหาย วิธีการดูดวง คือ เมื่อผู้ดูดวงมาบอกความต้องการของตน หมอก็จะขอค่ายกครูเพียง 12 บาท กับบุหรี่ 1 ซอง จากนั้นก็จะเข้าไปในห้องพิธี ซึ่งหมอดูห้ามผู้เขียนเข้าไปถ่ายภาพ เมื่อเข้าไปสักครู่ หมอดูก็จะออกมาทำนายทายทักเรื่องที่เราต้องการทราบ หมอดูท่านนี้ใช้วิธีการทำนายโดยติดต่อกับ ญิน ซึ่งเป็นเจตภูต ญินมีหลายระดับตั้งแต่ชั้นสูงไปจนถึงชั้นต่ำ มีทั้งดีและร้าย แต่ละภูมิภาคก็จะมีญินประจำภาคนั้นๆ เพราะฉะนั้น หมอดูท่านนี้สามารถทำนายทายทักเรื่องของหาย คนหาย ได้ทั่วประเทศ โดยให้ญินติดต่อกันเอง เช่น ถ้าลูกเรียนอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ทำของหาย โทรมาบอกพ่อแม่ซึ่งอยู่ภาคใต้ให้ช่วยดูหมอให้ หมอก็จะให้ญินประจำทิศทักษิณ ติดต่อกับญินในทิศอุดรให้ญินในทิศนั้นช่วยดูให้ แล้วจึงรายงานผลมายังญินทิศทักษิณอีกครั้ง แหม...ช่างทำงานกันเป็นเครือข่ายจริงๆ ออนไลน์ถึงกันทั่วประเทศ แต่ถึงกระนั้น ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะส่วนใหญ่คำทำนายนั้นแม่นจริงๆ คนที่ของหายส่วนใหญ่มักได้คืน

                ผู้เขียนถามหมอดูท่านนี้ว่าในห้องพิธีมีอุปกรณ์ประกอบพิธีอะไรบ้าง หมอท่านนี้กลับหัวเราะและบอกว่าในห้องไม่มีอะไร เป็นห้องนอนธรรมดาๆ มีคัมภีร์อัลกุรอารเพียงเล่มเดียวเท่านั้น อันที่จริงแล้วหมอดูไม่จำเป็นต้องเข้าไปติดต่อกับญินในห้องก็ได้ แต่ถ้านั่งทำนายแบบปกติ โดยไม่มีพิธีรีตองอะไรเลย คนมาดูหมอก็ไม่เกิดศรัทธา จะเห็นได้ว่าหมอดูท่านนี้มีจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคนดีทีเดียว สิ่งหนึ่งที่หมอดูท่านนี้พูด และผู้เขียนก็เห็นจริงด้วย คือ หมอดูบอกว่าความแม่นหรือไม่แม่นของคำทำนาย อยู่ที่ความศรัทธาในตัวหมอดู ถ้าเกิดศรัทธาในตัวหมอดู ก็จะรู้สึกเห็นจริงตามคำทำนายไปเสียทุกอย่าง  

                การทำรายงานในครั้งนั้น ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนทัศนคติต่อการดูหมอ ผู้เขียนมองว่าการดูหมอเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ว่าเป็นศาสตร์คือ หมอดูจะต้องมีวิชาความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ ส่วนความเป็นศิลป์ คือ การใช้จิตวิทยาโน้มน้าวใจให้เกิดความเชื่อถือศรัทธา และการใช้วาทศิลป์ในการทำนายทายทัก (ลองสังเกตดูจะเห็นว่าหมอดูส่วนใหญ่พูดเก่งแทบทุกคน) ส่วนความแม่นยำนั้นบางครั้งการดูหมอก็เกิดจากการนำหลักทางด้านสถิติมาใช้บวกกับการคาดคะเนความเป็นไปได้ ดังนั้น การเชื่อหมอดูจึงต้องใช้วิจารณญาณ ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง อย่า งมงาย แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าลบหลู่ในศาสตร์ที่เร้นลับนี้เป็นอันขาด

หลังจากการสัมภาษณ์หมอดูในครั้งนั้น ผู้เขียนก็ไม่รู้สึกกลัวการดูหมออีกแล้ว แต่กลับมองว่าการดูหมอเป็นการเตือนให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และพึงระวังตัวอยู่เสมอ ไม่มีใครมากำหนดชีวิตเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คนเราต้องกำหนดชีวิตตัวเอง ดังบทเพลงที่ว่า สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน ต้องสู้ ต้องสู้จึงจะชนะ คุณว่าจริงไหม?

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">บทความนี้เขียนไว้นานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่คิดจะทำจดหมายข่าวการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายภาคเหนือ กะว่าจะเอาไปลงในคอลัมน์เกี่ยวกับวัฒนธรรมชุมชน แต่สุดท้ายจดหมายข่าวก็เป็นโมฆะไป จึงอยากนำมาให้อ่านกันเล่นๆ ค่ะ </p>