หลักสูตรกระบวนกร

ภาคกลางคืน ขอลงรายละเอียดของหลักสูตรมหกรรมกระบวนกรครั้งนี้ให้ลึกอีกสักนิดนึง คือว่าด้วย contemplative training of mind ฉบับของ Ken Wilber (Integral Spirituality)

  1. State of consciousness
  2. Shadow
  3. Stage of consciousness

State of consciousness

จิตตื่นรู้ จิตลุกโพลง พลังสภาวะ สภาวะจิต Awakened mind ฯลฯ เป็นสภาววะของการตื่นรู้ที่มีขึ้นมีลง ตามแต่อะไรหลายๆอย่างมาใน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง

State of consciousness นั้น สามารถเข้าถึงได้ทุกผู้คน และหลากหลายวิธี รวมถึงแม้กระทั่งการใช้ยาด้วย แต่การเข้าถึงนี้เปรียบเสมือนก้อนเมฆ ที่จางหาย มีกลายเป็นฝน มีล่องลอย มีรวมกลุ่ม มีสูงมีต่ำ มีสวยงาม มีไร้รูปร่างก็ได้ บางขณะที่เราผ่อนคลายมากๆ เปิด brain wave alpha มากที่สุด เราก็จะรู้สึกวันนี้ อะไรๆมันชัดเจน แจ่มแจ้ง เรียนอะไรก็ได้ เข้าใจไปหมด ความทรงจำดูจะชัดเจน เรียกมาใช้ได้ไม่จำกัด

การเปิดคลื่น alpha ขณะที่เรายังตื่นอยู่ (คือควบคู่กับ beta wave) นั้น ทำได้โดยการเปิดจินตนาการ อาจจะโดยฟังเพลง นอนเล่นเอกเขนก หรือการนั่งสมาธิ วิปัสนา ภาวนา กิจกรรมเหล่านี้อาจจะนำเราเข้าสู่ห่วงจิตตื่นรู้ได้ชั่วขณะหนึ่ง พอหมดไปก็มีถดถอยของสภาวะลงไปอยู่ที่สภาวะจิตปกติ ทุกผู้คนมีศักยภาพที่จะยกสภาวะจิตเข้าไปสู่จิตตื่นรู้ได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น

การเข้าสภาวะจิตสูง ไม่เพียงแต่เราจะทำฝึกฝนตนเอง แต่บางทีเราก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ นักจิตบำบัด psychotherapist จะจัดสรรบรรยากาศพื้นที่ปลอดภัยให้แก่คนไข้ หรือ คนที่กำลัง counseling อยู่ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย อาจจะนอนบน couch หรือเปิดเพลงบรรเลง ประเภท serenity หรือ yoga ให้ฟัง เพื่อให้ความรู้สึกปลดปล่อย และรับรู้เรื่องจริงๆต่างๆได้มากขึ้น ในการทำจิตบำบัดแบบ voice dialogue ก็จะคล้ายคลึงกันมากในแง่ของการเตรียม alpha wave

ในการ counseling นั้น ผู้ทำบำบัดจะต้องมีความเชี่ยวชาญที่จะจับ "วาระ" ของผู้ถูก counseled ให้ได้ และเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ใช่ผู้พูดที่ดี เพราะ key ของการไปช่วยคนอื่นนั้น อยู่ที่การempowerment ให้แก่คนรับคำปรึกษา และเขาจะสามารถอยู่ต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร หรือเป็น independent person อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

Working with the SHADOW

การวิปัสนา ทำสมาธิ ภาวนา นั้น จะเกิดประโยชน์มากถ้าเรานำมาใช้กับการ ทำงานกับเงา working with the shadow (มหัศจรรย์สังสรรค์สนทนา (10): VOICE DIALOGUE)  ของเราเอง

เงาของเรามีหลายชื่อ ในฐานะที่พูดถึง voice dialogue มาหลายครั้ว ขอ reference voice dialogue ของ Dr Hal & Sidra Stone เป็นหลักในการเล่าก็แล้วกัน

เงาของเราได้แก่ sub-personality, เจ้าตัวเล็ก, เจ้าตัวโต, พี่ผู้โอบอ้อม, energies โดยเฉพาะอย่างหลังนี่สำคัญ เพราะเรามักจะลืมว่าเราเองก็อยู่ในสถานการณ์ และเป็นพลังงานของกลุ่มด่วยเสมอ ในทุกๆทางที่เป็นไปได้ การที่เงาเป็นพลังงาน ก็จะต้องดูแลแบบพลังงาน

การทำงานกับเงาของเรา มีตั้งแต่การดูแลอารมณ์ทุกๆด้าน ไม่เพียงแต่ตัวตน ego ของเราเท่านั้น แต่หมายถึงการดูแลสมดุลแห่งชีวิตของตัวเราเองและคนรอบข้างด้วย มีสักกี่ครั้งต่อวันที่เราจี๊ดๆ มีสักกี่ครั้งต่อวันที่เราผ่อนคลาย มีสักกี่ครั้งที่เรา "พักผ่อนอย่างเคร่งเครียดจริงจัง" หรือมีสักกี่ครั้งที่เรา "ทำงานอย่างมีความหมาย ต่อตัวเองและคนรอบข้างอย่างแท้จริง" ถ้าคำถามเหล่านี้โยนลงไปแล้วเหมือนหายไปในหลุมดำ ก็เป็นนัยว่าเราอาจจะมี "วาระของเงาที่ต้องดูแล...มั้ง?"

การดูแลเรื่องเงาสำคัญมากขึ้นในการยกระดับสภาวะจิต ที่มีขึ้น มีลง ให้เกิดการเปลี่ยน stage หรือ "ระดับจิตร่วม" เป็น training ground ที่จะทำให้เราเผชิญกับสิ่งแวดล้อม การทำงาน การยังชีวิตในสังคมปกติ โดยไม่ต้องปลีกหนีวิเวก ไปหลบซ่อนเพื่อค้นหาพลังสภาวะ แต่สามารถดำรงพลังสภาวะนั้นได้แม้อยู่ในจราจรกรุงเทพฯ อยู่ในห้องประชุม CEO หรืออยู่ในตลาดหุ้น 

เป็นเรื่องที่ไม่ถึงกับยาก ที่เราจะเข้าสมาธิ หรือทำให้เกิดสมาธิ โดยการตัดสัญญา ตัดผัสสะ ต่างๆออกไป ลดเวทนาลง โดยการหลบไปจากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ปัญหาก็คือ ถ้าเรากลับมาแล้วเราจะสามารถดำรงพลังสภาวะนั้นอยู่ได้หรือไม่ ทำอย่างไรเรายังจะมีพลังสภาวะ หรือจิตตื่นรู้อยู่แม้กระทั้งตอนทำงาน ในสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน ที่บ้าน ที่สนามเด็กเล่น ที่โรงเรียน ได้

Stage of Consciousness

ระดับจิตร่วม เป็นยุคแห่งสภาวะจิต ที่ได้มีการพัฒนาจนยกระดับ เมื่อถีงแล้วก็จะไม่ลงไปใหม่ แตกต่างจากสภาวะจิต ตรงความยั่งยืน

ในการจัดขั้น ระดับ ของสภาวะจิต มีหลากหลายตำรามากมาย แต่เกือบทุกๆตำราจะพูดประเด็นคล้ายๆกัน และถึงแม้จะมีการจัดหลาย levels มีทั้ง 3, 4, 7, 9, etc แต่ก็ยังพอจะปรับให้คล้ายๆ โดยมุมมองที่ Ken Wilber เสนอ

  1. ระดับแรก เพื่อ I หรือ "ฉัน"
  2. ระดับที่สอง เพื่อ We หรือ "เรา"
  3. ระดับที่สาม เพื่อ All of us หรือ "เราทั้งโลก รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ"
  4. ระดับที่สี่ เป็น integral หรือ จิตวิญญาณ หรือ จิตร่วม หรือ spirituality

ยกตัวอย่าง เราฝึกหัดดนตรี เริ่มแรกเราก็รู้สึกล่นแล้วสบายใจ มีสมาธิดี ผ่อนคลายดี นั่นคือ "เล่นเพื่อฉัน" จนกระทั้งเราอยากจะแบ่งปัน ความรู้สึกดีๆนี้ให้คนอื่นบ้าง ก็กลายเป็น "เล่นเพื่อเรา" เล่นให้คนใกล้ชิดฟัง เล่นให้เพื่อนบ้านฟัง ถ้าเราเกิดความรู้สีกดีจริงๆ ไปสมัครเล่นที่สวนสาธารณะ โรงพยาบาล หรือใครก็ได้มาฟัง ไม่แบ่งแยกกลุ่ม เผ่า เชื้อชาติ ก็ขึ้นสู่ระดับ "เล่นเพื่อเราทั้งหมด" สามารถรับรู้ได้ถึงความปิติร่วม ในการนี้เราอาจจะยกระดับจิตวิญญาณของเรา มีความเชื่อมโยงรับรู้ได้ถึงพลังงานในธรรมชาติ จากต้นไม้ ก้อนหิน ดาวเคราะห์ ก็เป็นไปได้

ในการฝึกฝนนั้น บางวัน ที่เหมาะมากๆ เราอาจจะหลุดไปในสภาวะจิตตื่นรู้ เล่นได้ดีเหลือเกิน แล้วก็ลงมาใหม่ สงสัยว่า เอ... ทำไงหนอจะเล่นอย่างนั้นได้อีก ถ้าเราได้ฝึกฝนมากๆ ลงไปทั้งตัว ทั้งจิต ทั้งวิญญาณ จนเป็น maestro เป็นคนเล่นดนตรีจริงจังระดับจิตวิญญาณ เราก็จะค้างอยู่ที่ระดับสูงนั้น โดยไม่ลงมาเป็น novice หรือคนฝึกหัดใหม่อีกเลย ทุกตัวโน้ตที่ได้ยิน มันจะซึมซับลงไป มีความหมายจำเพาะ มีบุคลิกท่าทาง มีความรัก ความสะเทือนใจ แฝงอยู่และรับรู้ได้ มองกลับลงมาหาผู้ฝึกหัด เห็นการติดขัด มองเห็นปัญหาต่างๆ ทำให้สามารถลงไปช่วยเหลือคนที่ติดขัดนั้นได้ เรียกสภาวะ transcend and include หรือ ข้ามพ้นแต่ยังปน  เพราะ Einstein เคยกล่าวไว้ว่า "Every problem cannot be solved by the mind at the same level that created it in the first place" ปัญหาต่างๆนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ ตราบใดที่ระดับจิตยังอยู่ในระดับเดียวกันกับตอนที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมา

แบบที่ว่านี้ หรือ stage of consciousness นี้ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็น holy grail หรือเป้าประสงค์ของมนุษย์ผู้แสวงหาทุกคน และที่เป็นระดับ ก็เพราะว่าระดับที่สูงกว่านั้น มีพลังเหนือกว่าระดับต่ำกว่าจริงๆ สามารถเห็นอกเห็นใจได้ลึกซึ้ง ชัดเจน และดำเนินกิจกรรมด้วยใจอันเปี่ยมรักและเมตตา ปราศจากอุปสรรค ต่างจากจิตที่อยู่ใน stage ที่ต่ำกว่า

ดูแล้วสมเป็นหลักสูตรแห่งมหกรรมกระบวนกรจริงๆ