ความคืบหน้าของการแก้ไขที่มีอยู่คงจะช้าเกินการไปเสียแล้ว

วันนี้รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ไฟฟ้าที่โรงพยาบาลจะดับตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น เตรียมสายต่อพ่วงไฟ (extension cord) เอาไว้แล้ว แต่ก็มีเพียง 2 เส้นซึ่งไม่พอเพียง ความจริงมีอีกหลายเส้นแต่ไม่อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยเพียงพอ และรู้ตำแหน่งไฟฉุกเฉินของหน่วยอยู่แล้ว แต่ปรากฎว่า เอาเข้าจริง line นั้นทั้งโต๊ะก็ไม่ใช่ไฟฉุกเฉินหมด ต้องไปแกะเอาสายพ่วงจากเครื่องคอมพิวเตอร์บ้าง จากเครื่องสเปคโตรฯที่วันนี้ไม่ได้ใช้บ้างมาใช้ โดยเอาตัวที่มีสวิทช์เปิดปิดและมีไฟให้รู้ว่าไฟเข้าหรือไม่มาทดสอบ แถมสุดท้ายตรวจสอบแล้วว่ามีไฟ พอต่อพ่วงเข้าแล้วสักพัก ก็เกิดดับไปอีก โดยเราไม่แน่ใจว่าเพราะไฟโหลด หรือว่าไม่ใช่ไฟฉุกเฉิน พวกเรา 4 คน (ตัวเอง น้องอ๋งซัง น้องพิทและน้องหญิง-สองสาวน้องใหม่) วิ่งวุ่นกันรอบห้อง โยงใยสายโน้นสายนี้ทดสอบหาสายที่มีไฟ บางจุดก็ไกลเกินจะไปถึง ต้องไปขอยืมสายต่อพ่วงมาจากห้องเจาะเลือดอีกด้วย เรียกว่าพวกเราใช้เวลากันประมาณชั่วโมงครึ่งในการจัดแจงเรื่องนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องยอมให้เปิดเพียง 2 เครื่องเพราะสายไม่พอต่อ เครื่องส่งผลจากอิเลคโตรไลต์ก็ไม่สามารถหา line ให้ได้ต้องใช้วิธีจดผลไป key เข้าเครื่อง ตอนที่เราเริ่มตั้งตัวทำให้งานเดินได้นั้น สภาพในห้องแล็บก็มีสายไฟระโยงระยางเช่นนี้ อุปกรณ์ทั้งหลายที่ต้องใช้ คือเครื่องปั่นหลอดเลือดเด็กเล็ก เครื่องวัดออสโมฯ ต้องมารวมอยู่ที่เดียวกัน เครื่องใหญ่ๆอย่าง Hitachi 717 ก็ต้องใช้วิธีลาก UPS มาให้ใกล้ๆสายพ่วงแทนเพราะสายไปไม่ถึง



เหนื่อยกันแสนสาหัส เพราะแอร์ก็ไม่มี โทรตามช่างวิศวะไฟฟ้าเพื่อให้มาช่วยตรวจสอบซักถามจุดที่เราจะใช้ไฟได้ก็ไม่พบตัวใครเลย คงมีปัญหาโดนตามตัวหลายที่ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และเราได้ทราบว่ามีแผนจะปรับเปลี่ยนให้ line ไฟฟ้าในห้องแล็บ Chem เป็นไฟฉุกเฉินทั้งหมด เพราะจริงๆเรายังมีตู้เก็บน้ำยาและอื่นๆที่ต้องแช่เย็นตลอดเวลาหลายๆตู้ที่ตอนนี้เราไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย นอกจากจด record ไว้หากมีปัญหาใดๆในภายหลัง ก่อนหน้านี้ได้ขอให้มีสายต่อพ่วงสำรองไว้เพิ่มขึ้น แต่ก็ถูกระงับไปก่อนเพราะจะมีการต่อ line ฉุกเฉินแล้ว แต่สภาพที่เราพบในวันนี้นั้น ทำให้คิดว่าการที่เราจะจัดเตรียมสายต่อพ่วงไว้นั้นน่าจะต้องทำ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้จริง โดยไม่ต้องรอพึ่งพาความกรุณาปรานีจากผู้อื่น แผนอะไรๆก็ไม่เคยรวดเร็วทันการสักที คนทำงานก็ก้มหน้าก้มตารับกรรมกันไป พอพ้นงานนี้แล้ว ก็มัวแต่ไปลำบากกับงานอื่นๆจนลืมนึกถึงการเร่งรัดการแก้ปัญหานี้ไป

นึกไปแล้วก็เป็นสภาพของสังคมส่วนใหญ่โดยรวมจริงๆ ที่เรามีปัญหามากมายเสียจนคนมีอำนาจแก้ไขจัดการให้ไม่ทัน คนที่ต้องเผชิญกับปัญหาจริงๆก็ไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ทำดีให้ตายกันไปข้าง หรือจนกว่าจะท้อหมดแรงกันไป น่าสงสารสังคมนี้จริงๆ จะมีคนทนต่อสู้ เผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้ากันอีกกี่รุ่นหนอ เราจึงจะพบวิธีการแก้ที่ได้ผลรวดเร็วทันการ ไม่บั่นทอนขวัญกำลังใจคนทำงานจริงๆไปหมดเสียก่อนรุ่นแล้วรุ่นเล่า