ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีกลุ่มชาติพันธุ์อันหลายหลากที่ดำรงอยู่ด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์น่าสนใจ การสามารถธำรงรักษาสภาพความแตกต่างเช่นนี้ให้คงอยู่ได้ตราบจนปัจจุบัน ส่งผลให้ภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยวสูง การท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในพื้นที่นี้ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เกิดมาในช่วงระยะเวลาไม่นาน แต่กลับได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย

                การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือมาไม่นานนัก แต่ก็มีการพยายามสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เดิมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือได้รับการจุดประกายและส่งเสริมสนับสนุนจาก สกว. สำนักงานภาค ที่ร่วมผลักดันให้ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำวิจัยเพื่อนำไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนของตน ชาวบ้านจึงสามารถนำประสบการณ์ที่ตนเองมีอยู่ร้อยเรียงออกมาเพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ และนำไปสู่การพัฒนาชุมชนต่อไป ด้วยเหตุนี้ ภาคเหนือจึงนับได้ว่าเป็นพื้นที่แรกๆ ของประเทศไทยที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนและเริ่มเติบโต เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตามศักยภาพของพื้นที่และศักยภาพของชุมชน 

โครงการวิจัยสู่การพัฒนา...เพื่อชุมชน  โดยชุมชน สู่ชุมชน

               โครงการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Community Based Tourism) เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน อีกทั้งต้องการสร้างกระบวนการจัดการความรู้ของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมกับโครงการและสามารถกลับไปพัฒนาพื้นที่ของตนได้จริงในอนาคต ทำให้ชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงาม ต้นน้ำ ป่า ภูเขา และสัตว์ป่าไม่ถูกทำลาย วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่มีอยู่ไม่สูญหายหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คนในชุมชนอยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้าแม้ว่าโครงการนี้จะจบลงในระยะเวลาอีกไม่นาน แต่หวังใจว่าผู้นำชุมชนและชาวบ้านจะสามารถสานต่อได้ เนื่องจากเป้าประสงค์ของโครงการมิได้หวังเพียงเพื่อสร้างองค์ความรู้ แต่ต้องการให้ชาวบ้านและชุมชนเกิดความเข้าใจ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง  

จากจุดเริ่มต้นจวบจน...ปัจจุบัน                

                  การท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายภาคเหนือ เกิดจากความร่วมมือของบุคคลและหน่วยงานหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สกว. สำนักงานภาค โครงการท่องเที่ยวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ (REST) รวมทั้งผู้นำชุมชนที่มีจิตใจสาธารณะที่มุ่งสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อส่วนรวม เหล่านี้ต่างมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายภาคเหนือ ให้ก้าวเดินไปอย่างสง่างามทั้งสิ้น จากการประชุมเครือข่ายภาคเหนือทำให้ทราบว่าทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน และมองไปในทิศทางเดียวกัน ในอันที่จะสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เกิดขึ้น อาจจะได้มาด้วยกระบวนการที่หลากหลาย แต่มีเป้าหมายร่วม               

                      กระบวนการทำงานของเครือข่ายภาคเหนือเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างเป็นระบบชัดเจน ทีมวิจัยแกนนำชุมชน และภาคีร่วม ต่างร่วมกันมองหาเป้าหมาย และสร้างจุดยืนให้กับตนเอง ดังนั้นการที่คิดจะก้าวเดินต่อไปด้วยตัวเองจึงทำให้เครือข่ายภาคเหนือได้ตั้งทีมทำงานขึ้น เพื่อจะสามารถเคลื่อนงานต่อไปได้เมื่อโครงการวิจัยนี้สิ้นสุด อีกทั้งช่วยให้สะดวกในการติดต่อประสานงานต่างๆ               

                    การดำเนินงานในโครงการนี้ของเครือข่ายภาคเหนือดำเนินไปคล้ายคลึงกับภาคอื่นๆ โดยลำดับแรก คือ การรวบรวมฐานข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลของภาคเหนือมีค่อนข้างมาก เนื่องจากมีข้อมูลจากฐานงานวิจัยของ สกว. สำนักงานภาค รวมทั้งจากฐานข้อมูลของ REST แต่ทั้งนี้ข้อมูลส่วนใหญ่ที่มีปรากฏเป็นพื้นที่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน จึงทำให้ประสบปัญหาเล็กน้อยกับการรวบรวมข้อมูลในอีก 13 จังหวัด คือ พะเยา เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร น่าน พิษณุโลก ลำพูน แพร่ ลำปาง สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ และพิจิตร แต่ทีมทำงานก็ได้แก้ปัญหาโดยเลือกบุคคลผู้ที่จะสามารถประสานงานในด้านข้อมูลในแต่ละจังหวัดเหล่านั้นได้ เมื่อมีการประชุมเครือข่ายขึ้นที่ ตำบลบางเจ้าฉ่า จังหวัดอ่างทอง ได้มีการนำฐานข้อมูลที่รวบรวมได้มาตรวจสอบและจัดระดับของชุมชน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ จากการจัดระดับพบว่าจากชุมชนประมาณ 150 ชุมชน ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่ในระดับ 2 หมายถึง เป็นชุมชนที่เข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน และมีการรวมกลุ่มกันเป็นตัวแทนของชุมชน มีการดำเนินงานเกิดขึ้นจริง และต่อเนื่อง ส่วนชุมชนในระดับ 1 นั้นมีอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนนั่นเอง อย่างไรก็ตามการเก็บรวบรวมข้อมูลยังคงต้องดำเนินต่อไป เนื่องจากยังได้ข้อมูลไม่ครบทั้ง 150 ชุมชน จึงต้องมีการประสานงานเพิ่มเติม และอาจจะต้องมีการประชุมเพื่อจัดระดับชุมชนอีกครั้งหนึ่ง               

                   แม้ว่าการรวบรวมฐานข้อมูลการท่องเที่ยวโดยชุมชนเครือข่ายภาคเหนือจะดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แต่การเคลื่อนตัวของเครือข่ายก็ต้องเกิดขึ้น เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ภาคเหนือมีการประชุมมาแล้วประมาณ 3 ครั้ง เป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน และหาแนวทางในการเคลื่อนตัว ภาคเหนือเป็นภาคที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ค่อนข้างเข้มแข็ง จึงทำให้การเคลื่อนตัวในการทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้มีบ่อยครั้งที่อาจจะต้องหวนกลับมาทบทวนบทบาทและจุดยืนของตนเองให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะฐานของการก้าวเดินจะต้องมั่นคง จะได้ไม่สะดุด หกล้มลงกลางทาง นอกจากนี้บางครั้งเพื่อนร่วมทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง การจะเดินอย่างโดดเดี่ยวนอกจากจะไม่ปลอดภัยแล้วยังไม่สนุก เพราะฉะนั้นการจูงมือกันเดินโดยมีพี่ใหญ่ 3 จังหวัด เป็นแกนนำเดินหน้า มีน้องๆ อีก 13 จังหวัดเดินร่วมทางมา แม้จะก้าวช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ลำบากที่จะประคับประคองไปสู่จุดหมายร่วมกันได้                

                     เมื่องานวิจัยก้าวย่างมาได้เกือบครึ่งทาง ทำให้เห็นภาพกว้างๆ เกี่ยวกับรูปแบบการเคลื่อนตัวของเครือข่ายภาคเหนือที่มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจร่วมกัน ก้าวเดินไปพร้อมกันอย่างมั่นคง โดยการจัดเวทีเพื่อทบทวนบทบาท อีกทั้งมุ่งเน้นการจัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เกิดขึ้น มีมากมายหลายหลาก เล็กบ้างใหญ่บ้าง ทั้งเรื่องของคนทำงาน นโยบายของภาครัฐ การจัดการ และแหล่งท่องเที่ยว แต่เมื่อคิดในทางกลับกัน ถ้าเรารู้ถึงอุปสรรคได้เร็วเท่าใด ก็ยิ่งเป็นแนวทางในการแสวงหาวิธีแก้ไขได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น อุปสรรคเป็นเพียงเครื่องทดสอบพลังใจของคนทำงาน ถ้าแน่วแน่มั่นคง สักวันจะผ่านไปสู่เป้าหมายได้อย่างไม่ยากเย็น               

                        ก้าวย่างต่อไปของการท่องเที่ยวโดยชุมชน เครือข่ายภาคเหนือที่กำลังจะดำเนินต่อไป เป็นการเข้าสู่กระบวนการเคลื่อนตัวในระดับจังหวัดอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการเคลื่อนตัวของ 3 จังหวัดหลัก คือ เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ที่มีการจัดเวทีและกิจกรรมต่างๆ ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนส่งถ่ายความรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน อีกทั้งหาแนวทางร่วมในการก้าวต่อ จากนั้นจึงจะมีการประชุมเพื่อสรุปผลงานของเครือข่ายจังหวัด แล้วจึงมีการวางแผนเวทีเครือข่ายภาคต่อไป