ชีวิตคือการเรียนรู้...จริงหรือ? ถ้าหากไร้แล้วซึ่งความใฝ่รู้ มนุษยชาติจะดำรงอยู่ตราบจนปัจจุบันนี้หรือไม่? ถามเองตอบเองว่า “ไม่” มนุษย์ไม่มีทางดำรงชีวิตอยู่ได้หากไม่รู้จักเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว นิสัยใฝ่รู้ของบรรพบุรุษตั้งแต่โบราณกาลอันไกลโพ้น คงติดตัวมนุษย์มาจวบจนปัจจุบัน สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ก็เพราะความใฝ่รู้ ความช่างสังเกต และความขี้สงสัยของมนุษย์นั่นเอง
มนุษย์แต่ละคนรู้และชำนาญในเรื่องที่ไม่เหมือนกัน บ้างก็เก่งทางด้านวิทยาศาสตร์ บ้างเก่งทางด้านศิลปะ และบ้างก็เก่งทางด้านกีฬา แม้จะเก่งกันคนละอย่าง แต่พวกเขาเหล่านั้นก็มีลักษณะร่วมกันบางประการ นั่นคือ มุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายและจุดสูงสุดแห่งความใฝ่ฝันของตัวเองความหลากหลายที่คล้ายคลึงเหล่านี้ช่วยสร้างรอยต่อที่ลงตัวให้แก่โลก
การวมตัวของผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องเดียวกัน อาจเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว ณ ตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 26 – 27 พฤษภาคม 2550 เมื่อเหล่าผู้นำชุมชนที่จัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ต่างมารวมตัวกัน โดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน มุ่งหวังที่จะสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เกิดขึ้น
การมาถึงบางเจ้าฉ่าของผู้ร่วมทีมชุดแรกเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 25 พฤษภาคม จากนั้นทีมอื่นๆ ก็ค่อยๆ ทยอยมาเรื่อยๆ จวบจนเวลาใกล้ค่ำจึงมาถึงกันเกือบครบ ในแต่ละทีมบางคนอาจไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่น่าแปลกเมื่อเจอกันเรากลับยกมือไหว้ทักทาย และ “รู้” กันว่า เราคือ “พวกเดียวกัน” บรรยากาศค่ำคืนนั้นยิ่งตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของพวกเรา เมื่อหัวหน้าทีมได้นำพาพวกเรามารู้จักกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง และแล้ววันนี้บุคคลหลายคนที่เราอาจเคยได้ยินแต่ชื่อ เคยเห็นหน้าในโทรทัศน์ แต่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เราก็ได้พบ “พี่กบ” ที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก หากเคยได้ดูรายการคนค้นฅน ตอนที่มีปู่เย็นเฒ่าทระนงที่แสนจะน่ารักมาออกรายการ ได้พบกับ “พี่หนุ่ย”ผู้หลวกแห่งคีรีวงศ์ผู้แปรวิกฤติให้เป็นโอกาสได้สำเร็จ และ “พ่อหลวงพรหมมินทร์” ปราชญ์ชาวบ้านผู้สงบทรงภูมิรู้ดุจดอยสูงแห่งภาคเหนือ ที่ตั้งตระหง่านไม่หวั่นกระแสลมแรง นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกหลายท่านที่อาจมิได้กล่าวถึงในที่นี้ แต่รับประกันได้ว่าผู้ร่วมทีมทุกท่านที่มาร่วมประชุมไม่มีใคร “ธรรมดา” ทุกท่านต่างมีความ “พิเศษ” อยู่ในตัวเอง บรรยากาศค่ำคืนนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นไอแห่งมิตรภาพ และเริ่มกรุ่นกลิ่นอะไรบางอย่างที่เชื่อแน่ว่าพรุ่งนี้กลิ่นนั้นคงหอมชัดขึ้นกว่าเดิม
และแล้ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง วันนี้เป็นวันที่ผู้ร่วมทีมทุกคนมาถึงกันพร้อมหน้า เมื่อเข้าประชุมรวมกลุ่ม เราก็ได้รู้จัก “ผู้กล้าแห่งพะโต๊ะ” ที่เพิ่งมาถึง “พี่พงศา” และผองเพื่อน น่าแปลกที่บรรยากาศการประชุมที่มุ่งหวังจะให้ได้ความเข้าใจร่วมกันในหลายๆ เรื่อง กลับไม่เครียดอย่างที่คิด ทุกคนดูมีความสุขที่ได้เจอคนที่คิดเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน และรับรู้ความรู้สึกร่วมกัน การแยกกลุ่มประชุมในแต่ละภาค อาจเป็นการแบ่งแยกพวกเราให้ไปทำงานตามความถนัดในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อพิจารณาข้อมูลที่พวกเราได้มา แต่พวกเราทั้งหมดก็ได้กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง เมื่อพวกเราต้องมานำเสนองานให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละภาค ว่ามีความก้าวหน้าอะไรบ้าง การนำเสนอเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีทั้งสาระความรู้ และข้อมูลที่อิ่มเต็ม
หลังจากจบการประชุมในวันนี้ก็ทำให้รู้แน่แล้วว่า กลิ่นกรุ่นที่อวลรวยรินใกล้จมูกนั้น บัดนี้มันหอมชัดขึ้น นั่นคือเป้าหมายที่แต่ละคนต่างมีร่วมกันนั่นเอง เมื่อวานกลิ่นอวลอายอาจไม่หอมชัดและรุนแรงเท่าวันนี้ เพราะแต่ละคนต่างยังไม่รู้ถึงความต้องการและเป้าประสงค์ของผู้ร่วมทีมท่านอื่นๆ แต่เมื่อได้รู้ว่า ต่างก็คิดเหมือนกัน มีเป้าหมายเดียวกันเพื่อสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้บังเกิด ทุกคนจึงแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองได้เต็มที่ บรรยากาศของบางเจ้าฉ่ายามนี้เต็มไปด้วยมิตรไมตรี ทั้งจากผู้ร่วมทีมและชาวบ้านในหมู่บ้าน การพักโฮมสเตย์ที่นี่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งมีคุณยายชวนพูดคุย มีพี่สาวทำกับข้าวให้กินและคอยห่วงใยดูแลสารพัด
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่พวกเราต้องเดินทางกลับ เพราะต่างคนต่างก็เดินทางมาไกล แต่เราก็ยังมีการประชุมกันอีกเล็กน้อย เพื่อหาแนวทางการก้าวเดินต่อไปสู่การเกิดเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนในอนาคต อีกทั้งยังฝากการบ้านให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านกลับไปคิดอีกมากมาย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นประการหนึ่งที่พวกเราตระหนักได้ คือ การรวมตัวของแกนนำแต่ละท่านในวันนี้ ทำให้ทีมวิจัยไม่เหนื่อยเลย ทุกท่านมีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน เวลานอนก็ไม่ยอมหลับยอมนอน แต่กลับปรึกษาหารือเรื่องงานกันจนดึกจนดื่น พอรุ่งเช้าคนอื่นเขางัวเงียไม่อยากตื่น แต่แกนนำกลับตื่นแต่ไก่โห่มาคุยงานแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันต่อ งานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ความคิดโลดแล่น ทุกอณูของบางเจ้าฉ่าเต็มไปด้วยการเดินทางของความรู้เต็มไปหมด
จากการได้พบเหตุการณ์การรวมตัวของ “ผู้เชี่ยวชาญ” เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยชุมชนในครั้งนี้ ก็ทำให้สามารถหาคำตอบบางประการให้กับตนเองได้ว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกระทำตลอดชีวิตจริงๆ ไม่สามารถหยุดได้ ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่มารวมตัวกันในวันนี้ แม้จะมีความรู้ดีอยู่แล้ว แต่จะเห็นได้ว่าทุกท่านพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากผองเพื่อนๆ ที่มาจากพื้นที่อื่นๆ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันของพวกเขาเหล่านี้พลอยทำให้ “มือสมัครเล่น” ได้รับเศษเสี้ยวของความรู้นั้นด้วย และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาเหล่านั้นมากมายเช่นกัน
จากต่างที่ต่างถิ่นต่างประสบการณ์ แต่มาต่อประสานกันเป็นโมเดลที่สมบูรณ์ รอยต่อที่ลงตัวกำลังจะเกิดขึ้นจากการประคับประคองของมือหลายๆ มือร่วมกัน ขณะนี้เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนประเทศไทยอาจยังเป็นเพียงภาพฝัน แต่สักวันมันจะต้องกลายเป็น “ความจริง”
การเดินทางที่ย่างก้าวมาได้เกือบครึ่งทาง แม้จะดูเหมือนอีกไกลแสนไกล แต่อย่างน้อยระหว่างทางที่เราย่างเดิน เรายังได้รอยยิ้มและมิตรภาพจากผู้ร่วมทาง มีมือที่คอยซับเหงื่อ และประคองเมื่อเราอ่อนล้า เป้าหมายของเราคือการสร้าง “เครือข่าย” แต่มันเกิดขึ้นแล้วมิใช่หรือ? เครือข่ายที่โยงใยระหว่างเรา นั่นคือ “สายใยแห่งมิตรภาพ” ที่พวกเราเริ่มถักทอเชื่อมกันไว้ด้วยพลังใจที่แข็งแกร่ง และเอื้ออาทรของคนCBT