สิ่งที่ผมคาดหวังขอเพียงแค่ผู้ฟังกล้าที่จะลองทำ และมองเห็นว่า KM ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หรือรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เหลือบ่ากว่าแรงอีกต่อไป

        เวลาที่ผมเข้าร่วมงานสัมมนา KM หรือเข้าประชุมเรื่อง KM พร้อมกับหัวหน้าของผม สิ่งที่ผมได้ยินอยู่บ่อยๆ แล้วต้องคอยหมั่นดูใจตัวเองอยู่เสมอก็คือประโยคที่ว่า ... หลายคนติดใจฟังอาจารย์ประพนธ์ . . . ฟังแล้วรู้สึกซี๊ดซ๊าด . . . แต่กลับไปก็ไม่ได้อะไร (เพราะไม่ได้ลงมือทำ) การสอน KM เหมือนกับสอนให้ว่ายน้ำ ถ้าไม่ยอมว่าย ก็ไม่มีทางเป็น . . .  

        จริงๆ แล้วประเด็นที่ท่านสื่อออกมานี้ก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมอะไร เพียงแต่ สิ่งที่กำกับอยู่ในใจผม ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งที่ผมเพียรพยายามทำลงไปนั้น เป็นเรื่องที่เสียเปล่า ทั้งๆ ที่ผมก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ เตรียมเนื้อหาที่จะนำเสนอ เลือกเทคนิคต่างๆ นานา สรรหาถ้อยคำ เลือกเรื่องราวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ด้วยความมุ่งหวังว่า... บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะไปสั่นไหวจิตใจ หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังได้  

        การนำเสนอในลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมการ (เตรียมสื่อ) และต้องใช้พลังค่อนข้างมากในการนำเสนอ ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ผู้ฟังได้ทั้งส่วนที่เป็นตัวความรู้ (Body of knowledge) ได้กระบวนการที่ทำให้ท่านได้รู้ (Process of Knowing) อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องทางเพื่อสร้างเครือข่ายหรือชุมชนการเรียนรู้ (Learning Community) ไปด้วยพร้อมๆ กันอีกด้วย 

        ผมเองไม่ได้ตั้งความหวังว่าผู้ฟังจะต้อง ว่ายน้ำเป็น ในทันที สิ่งที่ผมคาดหวังขอเพียงแค่ผู้ฟัง ไม่กลัวน้ำ กล้าที่จะ ลงน้ำ  กล้าที่จะลองทำ และมองเห็นว่า KM ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน หรือรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เหลือบ่ากว่าแรงอีกต่อไป.... ได้แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ !!