คาร์ล มาร์กซ, นักคิดชาวเยอรมันที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อโลก

คาร์ล มาร์กซ์: จากครอบครัวยิวหัวก้าวหน้าถึงการปฏิวัติในยุโรป

คาร์ล มาร์กซ (Marx, Karl )
Author : BioLawCom รวบรวม
From : มหาลัยเที่ยงคืน

ความนำ
คาร์ล มาร์กซ, นักคิดชาวเยอรมันที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อโลก เขายังเป็นทั้ง นักปรัชญา นักเคลื่อนไหว นักหนังสือพิมพ์ และนักเศรษฐศาสตร์การเมือง เขาไม่ได้เป็นแค่นักทฤษฎีทางสังคมและการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการจัดตั้ง สมัชชากรรมกรสากล (International Workingmen & acute Association) ในช่วงสมัยหลังปฏิวัติยุโรปด้วย

มาร์กซเป็นนักคิดสำคัญที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่างๆ ในลักษณะของนักหนังสือพิมพ์และนักปรัชญา ผลงานโดดเด่นของเขามีมากมายมหาศาล โดยมีแนวคิดหลักที่สำคัญ และทรงอิทธิพลอย่างยิ่งจนถึงปัจจุบัน คือ บทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่มองผ่านการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำในหนังสือ "แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ " (The Communist Manifesto ) ว่า: ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น. งานเขียนต่างๆ ของมาร์กซ ต่อมาได้กลายเป็นแกนหลักของการเคลื่อนไหวในแนวทางลัทธิคอมมิวสต์, สังคมนิยม, ลัทธิเลนิน และลัทธิมาร์กซ

ชีวประวัติของคาร์ล มาร์กซ
คาร์ล มาร์กซ, เกิดวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1818, ที่เมืองเทรียร์ (Trier) แคว้นปรัสเซีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเยอรมนี) ครอบครัวของมาร์กซเป็น ชาวยิวหัวก้าวหน้าที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม ฐานะอยู่ในระดับชนชั้นกลาง. ไฮน์ริช มาร์กซ (Marx, Heinrich) บิดาของมาร์กซ เป็นทนายความ ชื่อสกุลเดิม คือ "มาร์กซ เลวี" ซึ่งแปลงมาจากชื่อสกุลยิวเก่าว่า "มาร์โดไค" และในปี ค.ศ. 1824 พ่อของมาร์กซ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายลูกเธอร์ (โปรเตสแตนท์) ซึ่งเป็นศาสนาประจำรัฐปรัชเซีย

มาร์กซได้คะแนนดีในการเรียนระดับมัธยม (Gymnasium or High School) ซึ่งเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนระดับมัธยมปลายในเมืองเทรียร์ที่บ้านเกิด นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ระดับมัธยมปลาย ที่มีชื่อว่า "ศาสนา: กาวที่เชื่อมสังคมเข้าด้วยกัน" ด้วย และงานชิ้นแรกนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้กับงานวิเคราะห์ศาสนาของเขาในเวลาต่อมา

ชีวิตในมหาวิทยาลัย และการเริ่มสนใจในงานของเฮเกล
มาร์กซเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองบอนน์ ในปี ค.ศ. 1833 คณะกฎหมาย เอกประวัติศาสตร์และปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยบอนน์แห่งนี้ มาร์กซเข้าชมรมนักเดินทางแห่งเทรียร์ (และบางช่วงยังได้เป็นประธานชมรม) อย่างไรก็ตาม เขาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการร้องเพลงอยู่ในร้านเบียร์ จนทำให้ผลการเรียนเริ่มตกต่ำ ปีถัดมาบิดาจึงให้เขาย้ายไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยฟรีดรีช-วิลเฮล์ม (Friedrich-Wilhelms Universit & aumlt) กรุงเบอร์ลิน ที่เอาจริงเอาจังด้านวิชาการมากกว่า ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยฮุมโบล์ดท (Humboldt University of Berlin) นั่นเอง

ที่กรุงเบอร์ลิน มาร์กซเริ่มหันเหไปสนใจปรัชญาอย่างเต็มที่ ชีวิตในวัยหนุ่มของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง อย่างจริงจัง หลังจากได้รับอิทธิพลแนวคิดของ Friedrich Hegel ท่ามกลางความไม่พอใจของบิดา เขาสมัครเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มนิยมเฮเกลรุ่นใหม่ (Yong Hegelians) ซึ่งถือเป็นกลุ่มนิยมลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย (Left Hegelians) นำโดย บรูโน บาวเออร์ (Bruno Bauer) อาจารย์ฝ่ายก้าวหน้าซึ่งสอนปรัชญาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน

Georg Wilhelm Friedrich Hegel เสียชีวิตในปี ค.ศ.1831 เขาเป็นนักคิดผู้ทรงอิทธิพลทางวิชาการในสังคมเยอรมนีอีกคนหนึ่ง ปรัชญาของเฮเกลคือลัทธิจิตนิยม (idealist), เฮเกลเชื่อว่า สิ่งที่เป็นความจริงจะต้องมีลักษณะสมบูรณ์ทั่วด้าน ที่เรียกว่าจิตสัมบูรณ์, เป็นตัวตนสมบูรณ์, ครอบงำสรรพสิ่ง, และเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกความเป็นจริงที่มนุษย์เห็นอยู่โดยทั่วไป หรือสัมผัสได้

เฮเกลเห็นว่า โลกเชิงประจักษ์นั้นเป็นเพียงการสะท้อนออกบางส่วนของความจริง แต่ไม่ใช่ความจริงที่สมบูรณ์ เขาอธิบายความจริงสูงสุดของโลกว่า คือหลักเหตุผล (rational) มนุษย์จะเข้าถึงความจริงได้ก็ด้วยความเข้าใจในหลักเหตุผล หรือใช้กระบวนการทางตรรกวิทยา. อย่างไรก็ตาม จุดเด่นในปรัชญาเฮเกลคือ ทัศนะแบบวิภาษวิธี (dialectic) ที่อธิบายว่า จิต หรือ ตัวตนสมบูรณ์ นี้แสดงออกในรูปของความขัดแย้ง 2 ด้าน คือ ด้าน สนับสนุน และ ด้านปฏิเสธ. ด้านหนึ่ง, เป็นบทเสนอ (thesis) ส่วนอีกด้านหนึ่ง, เป็นบทแย้ง (antithesis) และวิวัฒนาการการต่อสู้ระหว่าง 2 ด้านที่ขัดแย้งนี้เอง จะนำมาสู่การพัฒนาของสิ่งใหม่ ที่จะเรียกว่า บทสรุป (synthesis) และบทสรุปนี้ก็จะกลายเป็นบทเสนอ (thesis) ใหม่ ก่อให้เกิดบทแย้ง (antithesis) ใหม่ และนำมาสู่บทสรุป (synthesis) ใหม่ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็น"จิตสมบูรณ์"อันแท้จริง

กล่าวโดยสรุป หลักปรัชญาของเฮเกล คือปรัชญาจิตนิยม ที่ให้ความสำคัญแก่ความคิดในเชิงเหตุผล ความน่าสนใจของปรัชญาเฮเกลคือ การวิเคราะห์สรรพสิ่งว่ามีกระบวนการขัดแย้งภายใน และทำให้ สรรพสิ่งพัฒนา ข้อเสนอใหม่เหล่านี้เองที่ทำให้ปรัชญาเฮเกล เป็นที่สนใจอย่างมาก และทำให้มีผู้ศึกษาตามมาอีกมากมาย
(สำหรับผู้สนใจประวัติเฮเกล และ การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์และสังคม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : วัยหนุ่มของคาร์ล มาร์กซ โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ)

หลังจากเฮเกลถึงแก่กรรม บรรดาผู้สนใจปรัชญาของเฮเกลได้แตกออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มลัทธิเฮเกลฝ่ายขวา, และกลุ่มลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย. โดยประเด็นหลักที่มีความแตกต่างกันคือการวิเคราะห์ศาสนา. กลุ่มเฮเกลฝ่ายขวา ยอมรับว่าศาสนาเป็นสัจธรรมที่มีเหตุผล และพระเจ้า คือพัฒนาการของเหตุผลสมบูรณ์. ส่วนกลุ่มเฮเกลฝ่ายซ้าย เห็นว่าสาระของศาสนา คือความจริงที่บิดเบี้ยว การพัฒนาของศาสนาจึงมาจากด้านที่ไม่สมเหตุผล และ คำสอนของศาสนาคือ มายาคติ (myth) ที่ถูกสร้างขึ้น

ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1838 ที่มาร์กซได้อ่านงานของเฮเกล และเขาได้รับแนวปรัชญาของเฮเกลทันที ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น บรูโน บาวเออร์ ตั้งกลุ่มศึกษาที่ชื่อว่า"กลุ่มนิยมเฮเกลรุ่นใหม่" น มาร์กซจึงเข้าร่วมด้วยทันทีเช่นกัน แนวโน้มของกลุ่มยุวชนลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้ายเหล่านี้ นอกจากวิพากษ์ศาสนาแล้ว ยังมีแนวโน้มในการวิพากษ์รัฐปรัสเซียด้วย โดยมาร์กซเป็นหนึ่งในนักคิดของกลุ่มที่เริ่มเอาลัทธิเฮเกลมาวิเคราะห์สังคมและการเมือง. คนอื่นในกลุ่มที่สำคัญอย่างเช่น อด็อฟ รูเตนเบิร์ก (Adolph Rutenberg) นักภูมิศาสตร์ที่หันมาสนใจปรัชญา คาร์ล คืปเปน (Karl Keppen) ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง เฟรเดอริกมหาราช และ กลุ่มต่อต้าน. นอกจากนี้ บรูโน บาวเออร์ ก็เคยเสนอผลงานของเขาชื่อ รัฐคริสเตียนในยุคสมัยของเรา จนมีผลกระทบกับหน้าที่การงานของเขาเองในภายหลัง

ความปรารถนาที่จะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และความผิดหวัง
ในด้านการศึกษาของมาร์กซนั้น แม้ในระยะแรกเขาจะพยายามศึกษาวิชากฏหมายควบคู่กับปรัชญา จึงหันไปศึกษา "นิติปรัชญา" อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1838 มาร์กซยกเลิกการศึกษากฏหมาย และหันมาสนใจปรัชญาแต่เพียงอย่างเดียว. ตั้งแต่ ค.ศ. 1839 มาร์กซ ตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก เพื่อจะได้เข้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัย เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "ความแตกต่างระหว่างปรัชญาธรรมชาติของ เดโมคริตุสกับปรัชญาธรรมชาติของเอพิคิวรัส" ในงานชิ้นนี้ มาร์กซศึกษาปรัชญาของ เดโมคริตัส (Democretus) และ เอพิคิวรัส (Epicurus) นักปรัชญากรีก 2 คน ที่มีแนวคิดในเชิงวัตถุนิยม(materialism)

มาร์กซนำปรัชญาทั้งสองสำนักมาเปรียบเทียบกัน แล้วชี้ให้เห็นว่า ความคิดของเดโมเครตัสเป็นแบบกลไกที่เห็นว่า สรรพสิ่งดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์ทางวัตถุ แต่กลับคิดว่าความรู้ที่ถูกต้องมาจาก การคิด ซึ่งเท่ากับเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อโลกของผัสสะ, ขณะที่เอพีคิสรัส ยอมรับโลกของผัสสะว่าเป็น ความจริงแท้ แต่พยายามรักษาเจตจำนงอิสระของมนุษย์ และจุดมุ่งหมายไปสู่ความสุข ซึ่งเป็นการปฏิเสธการกำหนดโดยโลกของวัตถุ. มาร์กซเห็นว่า ปรัชญาของเอพีคิวรัสมีข้อเด่นตรงที่"ยอมรับในจิตเสรีของมนุษย์เหนือข้อกำหนดทางวัตถุ"

วิทยานิพนธ์ของมาร์กซ ถือเป็นงานที่ดีมากชิ้นหนึ่ง ในการวิเคราะห์ปรัชญาวัตถุนิยมของทั้งสองสำนัก อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยฟรีดรีช- วิลเฮล์ม ไม่ยอมให้มาร์กซส่งวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก เพราะถูกคาดหมายว่างานของเขาอาจไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากขณะนั้น มาร์กซ ได้ชื่อว่าเป็นนักคิดแนวถอนรากถอนโคนในกลุ่มนิยมเฮเกลรุ่นใหม่, มาร์กซจึงส่งวิทยานิพนธ์นั้นไปยัง"มหาวิทยาลัยเจนา"แทน, มหาวิทยาลัยเจนา จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มาร์กซจบการศึกษา และได้รับปริญญาเอกสาขาปรัชญา ในเดือนเมษายนในปี ค.ศ. 1841

ในระหว่างที่มาร์กซทำวิทยานิพนธ์, บาวเออร์ ย้ายไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยบอนน์ และเคยชวนมาร์กซให้ไปทำงานที่นั่นด้วย เมื่อจบการศึกษา มาร์กซกลับไปพักผ่อนที่บ้านเมืองเทรียร์ ราวเดือนเศษ จากนั้นก็สมัครเข้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยบอนน์ แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้น บาวเออร์กำลังประสบปัญหาจากข้อเสนอของเขาที่วิจารณ์ศาสนาว่า "พระเจ้าเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริง พระวรสารของพระเจ้า จึงเป็นเรื่องเหลวไหล พระเยซูจึงไม่ใช่พระบุตร และเป็นไปได้ด้วยว่าพระเยซูจะไม่มีตัวจริงทางประวัติศาสตร์"

ปรัสเซียในช่วงเวลานั้น ซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จากการที่กษัตริย์เฟรเดอริกวิลเลียมที่ 4 ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1840 และพยายามที่จะดำเนินการต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น รัฐปรัสเซียจึงเห็นว่า ข้อเสนอของบาวเออร์เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ. เดือนมีนาคม ค.ศ. 1842 บาวเออร์ ถูกปลดตำแหน่งจากมหาวิทยาลัย ซึ่งย่อมหมายถึงว่า โอกาสที่มาร์กเข้าจะรับตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบอนน์ได้หมดลงไปด้วย

มาร์กซ์กับอาชีพนักหนังสือพิมพ์
มาร์กซหันเหไปทำอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มทำงานกับหนังสือพิมพ์ไรน์ (Rheinische Zeitung) ซึ่งมีผู้ร่วมงานสำคัญคือ อาร์โนลด์ รูเก (Arnold Ruge ) นักวิชาการหัวก้าวหน้าอีกคนหนึ่งของยุคสมัย และเป็นพวกลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้ายเช่นเดียวกับมาร์กซ รูเกถูกปฏิเสธจากตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน เขาจึงหันมายึดอาชีพหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้และความคิดใหม่สู่ประชาชน ต่อมาบาวเออร์ก็เขียน บทความลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของรูเกเช่นกัน

มาร์กซ เริ่มเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ไรน์ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1842 จากนั้นก็เขียนบทความต่างๆ ลงเรื่อยมาอย่างสม่ำเสมอ (บทความต่างๆ ของมาร์ก ที่เคยเผยแพร่ใน Rheinische Zeitung) ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรงอีกด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ของ แคว้นไรน์แลนด์ เอง ที่เคยถูกฝรั่งเศสผนวกในสมัยสงครามนโปเลียน และเป็นผลทำให้ระบบศักดินาถูกยกเลิก เศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนา ดังนั้นเมื่อเขตนี้ถูกรวมเข้ากับปรัสเซียในปี ค.ศ. 1814 จึงกลายเป็นเขตที่อิทธิพลเสรีนิยมรุนแรงที่สุด เคยมีการรณรงค์เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตย ซึ่งมีเป้าหมายเรียกร้องสิทธิของราษฎร ให้มีการเมืองในระบบรัฐสภา ให้มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการบริหารประเทศ ซึ่งขัดแย้งอย่างมากกับรัฐปรัสเซีย ซึ่งเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ อำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์และมิได้ให้สิทธิแก่ราษฎร

หนังสือพิมพ์ไรน์ ก็ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นโดยกลุ่มโคโลญน์ ซึ่งเป็นกลุ่มปฏิวัติเรียกร้อง โดยเริ่มออกเผยแพร่ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1842 มีเป้าหมาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย จึงกล่าวได้ว่า ไรน์ไซท์ทุ่ง หรือหนังสือพิมพ์ไรน์ นี้ ก็คือหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าอย่างยิ่งฉบับหนึ่งในสมัยนั้น เมื่อมาร์กซเข้าประจำกองบรรณาธิการในเดือนเมษายน ค.ศ.1842 โดยมี อด็อฟ รูเตนเบิร์ก เป็นบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์สำนักนี้ถูกจับตาอย่างมากจากรัฐปรัสเซีย รัฐบาลกลางเคยเสนอให้ปิดหนังสือพิมพ์นี้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นไรน์แลนด์ เกรงว่าการปิดหนังสือพิมพ์จะยิ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ประชาชน จึงสัญญาว่าจะคอยติดตามควบคุมและดูแลอย่างใกล้ชิด กิจการจึงยังดำเนินต่อมาได้เรื่อยๆ ต่อมาปรากฏว่า รูเตนเบิร์ก มีปัญหาในการทำงานเป็นบรรณาธิการ เพราะติดสุราอย่างหนักจนทำให้เสียงานหลายครั้ง มาร์กซจึงต้องเข้าไปมี บทบาทในการบริหารกองบรรณาธิการเพิ่มขึ้น จนในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1842 มาร์กซก็ได้รับตำแหน่งบรรณาธิการ
ของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว

หลังจากที่มาร์กซรับตำแหน่งบรรณาธิการแล้ว หนังสือพิมพ์ก็เป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชน ยอดขายเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติที่รณรงค์ในเรื่องประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม เพื่อลดการเพ่งเล็งจากรัฐบาลท้องถิ่นไรน์แลนด์ มาร์กซตกลงที่จะลดการวิพากษ์ศาสนาลง แล้วใช้หน้าหนังสือพิมพ์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นหลัก

แนวคิดสังคมนิยมของ ชาร์ล ฟูริเออร์ (Charles Fourier)
หนังสือพิมพ์ไรน์ภายใต้การบริหารของมาร์กซ เคยถูกโจมตีจากหนังสือพิมพ์ออกสเบิร์กคู่แข่ง โดยมุ่งหวังเร่งเร้าให้รัฐบาลปิดหนังสือพิมพ์ไรน์ ในข้อหาเป็นเอกสารคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่หนังสือพิมพ์ไรน์ ลงข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มสังคมนิยมของฟูริเอร์ ซึ่งเปิดประชุมที่เมืองสตาร์บูร์ก. แนวคิดสังคมนิยมของ ชาร์ล ฟูริเออร์ (Charles Fourier) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยนั้น โดยเฉพาะแนวคิดในการสร้างชุมชนอุดมคติที่เรียกว่า ฟาลังสแตร์ (phalanstere) ซึ่งจะมีกรรมสิทธิทั้งหมดเป็นของส่วนรวม ซึ่งบรรดาสมาชิกต่างเป็นเจ้าของโดยเท่าเทียมกัน

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่า มาร์กซนิยมความคิดของฟูริเอร์หรือไม่ แต่เขาก็ตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ไป โดยชี้แจงว่า บทความในหนังสือพิมพ์ไรน์ ยังไม่มีเรื่องใดเลยที่นำเสนอความคิดหรืออุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ การ กล่าวหาโดยอ้างเพียงไม่กี่ประโยคนั้น ไม่อาจยอมรับได้ การตอบโต้ครั้งนั้นเองชี้ให้เห็นว่าในขณะนั้น มาร์กซยังไม่ได้มีอุดมการณ์แบบสังคมนิยมเต็มที่นัก แม้ว่าหนังสือพิมพ์ไรน์จะสนใจและเห็นใจความทุกข์ยากของคนยากคนจน แต่ก็นำเสนอเพียงเพื่อให้เห็นว่าคนเหล่านี้ตกเป็นผู้ถูกกระทำของสังคม มาร์กยังไม่ได้เห็นว่า ชนชั้นกรรมกรเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ความสนใจปัญหาสังคมและศึกษาชีวิตของคนยากจนชนชั้นล่าง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในชีวิตของมาร์กซอย่างหนึ่ง ในช่วงระยะที่ทำงานกับหนังสือพิมพ์นี้ เพราะเป็นการดึงเขาออกจากโลกที่ศึกษาแต่เพียงประเด็นทางปรัชญา มาสู่การต้องเข้าใจเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นจริงมากขึ้น มาร์กซเริ่มทำความเข้าใจกับความเป็นไปของสังคม และเริ่มสนใจศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ต่อมาปรากฏว่ากลุ่มโคโลญจน์ เริ่มศึกษาแนวคิดสังคมนิยมฝรั่งเศสนี้อย่างจริงจัง มีการพบปะแลกเปลี่ยนกันในแนวคิดสังคมนิยม มาร์กซก็ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนจนทำให้เขากลายเป็นผู้นำสังคมนิยมฝรั่งเศสไปด้วย

มาร์กซ์กับเองเกลส์
ระหว่างที่เป็นบรรณาธิการ มาร์กซยังได้พบ เฟรดเดอริก เองเกลส์ (Frederick Engels) เป็นครั้งแรก ในระหว่างที่เองเกลส์กำลังจะเดินทางจากเบอร์ลินไปอังกฤษ เขาแวะมายังกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไรน์ และได้พบกับมาร์กซด้วย แต่การพบกันในครั้งนั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งคู่คุ้นเคยสนิทสนม จนไม่มีใครคาดหมายได้ว่า ต่อไปเขาจะกลายเป็นผู้ร่วมงานด้วยกันไปจนตลอดชีวิต

หนังสือพิมพ์ไรน์เริ่มถูกคุกคามมากขึ้นจากเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ เนื่องจากบทความของมาร์กซ ที่วิจารณ์การดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลของรัฐบาลปรัสเซีย นอกจากนี้ พระเจ้าซาร์รุสเซีย ยังเคยประท้วงมายังรัฐบาลปรัสเซียด้วยว่า หนังสือพิมพ์ไรน์ลงบทความที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบซาร์. มาร์กซได้ขอลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1843 ด้วยคาดหวังว่าหนังสือพิมพ์จะยังคงดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้บรรณาธิการคนใหม่ แต่แล้วรัฐบาลไรน์แลนด์ก็สั่งให้ปิดหนังสือพิมพ์ฉบับนี้โดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 1843 เป็นต้นไป

มาร์กซตัดสินใจที่จะดินทางไปต่างประเทศ โดยมุ่งหวังจะทำหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาปฏิวัติ แล้วส่งข้ามแดนมายังปรัสเซียต่อ ซึ่งก็ปรากฏว่า อาร์โนล รูเก กับนักคิดคนสำคัญอีกคนหนึ่งชื่อ จูเลียส โฟรเบล (Julius Froebel) ก็คิดจะออกหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศอยู่เหมือนกัน ทั้งคู่จึงชักชวนมาร์กซให้ร่วมในกองบรรณาธิการด้วย มาร์กซตกลงทันทีด้วยความมุ่งหวังที่จะให้หนังสือพิมพ์นี้ เป็นสื่อนำความคิดปฏิวัติมาสู่รัฐเยอรมันทั้งหลาย

การแต่งงาน และความสนใจในปรัชญาของ ลุดวิก ฟอยเออร์บาค
กลางปี ค.ศ.1843 มาร์กซเดินทางกลับไปยังเมือง ครอยซ์นาร์ค (Kreuznach) เมืองใกล้เมืองเทรียส์บ้านเกิด เพื่อแต่งงานกับ เจนนี ฟอน เวสฟาเลน (Jenny von Westphalen) แล้วไปฮันนีมูนที่สวิสเซอร์แลนด์ ในด้านชีวิตครอบครัว มาร์กซกับเจนนี มีลูกด้วยกันหลายคน แต่ก็มีหลายคนเช่นกันที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เอลินอร์ มาร์กช (Marx, Eleanor ) ลูกสาวของเขา (1855-1898) ซึ่งเกิดในลอนดอน ก็เป็นนักสังคมนิยมที่ทุ่มเท และช่วยแก้ไขงานของพ่อด้วย

มาร์กซกับเจนนีกลับมาก็อาศัยอยู่ที่ครอยซ์นาร์ค อีกราว 3 เดือน ในระหว่างนี้เองที่มาร์กซได้ใช้เวลาทบทวนปรัชญาของเฮเกล และศึกษาปรัชญาวัตถุนิยมของ ลุดวิก ฟอยเออร์บาค (Ludwig Feuerbach ) อย่างลึกซึ้งมากขึ้น. ฟอยเออร์บาค เป็นนักปรัชญาก่อนหน้ามาร์กซ เขาเป็นชาวบาวาเรีย เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1807 ตั้งใจจะศึกษาวิชาเทววิทยาในมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน แต่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นได้รับอิทธิพลของเฮเกล จึงหันมาศึกษาวิชาปรัชญาแทน

ผลงานที่สำคัญของ ฟอยเออร์บาค คือสาระสำคัญของคริสต์ศาสนา ซึ่งเป็นการใช้แนวคิดแบบวัตถุนิยมมาวิเคราะห์ศาสนาคริสต์ นอกจากนี้ก็คือ ข้อเสนอเบื้องต้นว่าด้วยการปฏิรูปปรัชญา ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในสวิสเซอร์แลนด์ ค.ศ. 1843 โดยรูเก ส่งบทความนี้มาให้มาร์กซ ซึ่งได้สร้างความสนใจแก่มาร์กซอย่างมาก เพราะฟอยเออร์บาคนำแนวคิดวัตถุนิยมมาวิพากษ์ปรัชญาของเฮเกล

อย่างไรก็ตาม มาร์กซไม่เห็นด้วยกับฟอยเออร์บาคนัก เพราะแนวเสนอของฟอยเออร์บาค ขาดการพิจารณามิติทางประวัติศาสตร์และการเมือง จึงเป็นการวิพากษ์เฮเกลแต่เฉพาะรากฐานทางปรัชญา ดังนั้นมาร์กซจึงเขียนเรื่อง วิพากษ์ปรัชญาว่าด้วยเรื่องสิทธิของเฮเกล โดยประเด็นหลักที่นำเสนอคือ รัฐปรัสเซียไม่มีทางที่จะเป็นรัฐที่สมเหตุสมผล หรือรัฐที่มีเสรีภาพสมบูรณ์ตามอุดมคติของเฮเกลได้เลย และการปกครองของปรัสเซียภายใต้ระบบกษัตริย์ คือระบบการเมืองที่กดขี่ และปราบปรามประชาชน

เมืองสตราบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ไม่อนุญาตให้พวกของรูเก ใช้เป็นที่ตั้งเพื่อเปิดหนังสือพิมพ์ที่คิดกันไว้ รูเกจึงเลือกกรุงปารีส เป็นสถานที่ตั้งแทน. ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1843 รูเก และโมเสส เฮส เดินทางยังปารีส เพื่อเตรียมการออกวารสาร ภายใต้ชื่อ Deutsch- Französische Jahrb & uuml;cher บุคคลที่รับเขียนในกองบรรณาธิการนี้ นอกจาก รูเก, โฟรเบล, เฮส, และ มาร์กซแล้ว ก็ยังมี จอร์จ เฮอร์เวจ (Georg Herwegh) ซึ่งเป็นกวี และ เฟรเดอริก เองเกลส์ (Friedrich Engels) มิคาอิล บากูนิน (Mikhail Bakunin) เข้าร่วมด้วย

มาร์กซ์เดินทางไปปารีส และบทความว่าด้วยปัญหายิว
เดือนตุลาคม ค.ศ. 1843 มาร์กซ และเจนนี ได้เดินทางไปยังปารีส เพื่อร่วมกับกองบรรณาธิการ มาร์กซนำบทความใหม่ที่เขาเขียนมาด้วย คือเรื่อง "ว่าด้วยปัญหายิว" เนื่องจากขณะนั้นเรื่องของชาวยิวกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญในปรัสเซีย หลังจากสงครามนโปเลียนชาวเยอรมันเกิดความรู้สึกชาตินิยม และเริ่มต่อต้านชาวยิว ด้วยความรู้สึกว่าชาวยิว เป็นกลุ่มชนอื่นที่มาอาศัยดินแดน

ปัญญาชนชาตินิยมเยอรมันหลายคนเขียนบทความต่อต้านยิว และรัฐบาลปรัสเซียก็มีมาตรการต่างๆ ริดรอนสิทธิของชาวยิวอย่างมาก. บรูโน บาวเออร์ เคยเขียนบทความคัดค้านกระแสเหยียดชนชาติยิว และเรียกร้องให้ปลดปล่อยชาวยิวจากความอยุติธรรม อย่างไรก็ตามมาร์กซเห็นว่า ข้อวิเคราะห์ของบาวเออร์ยังเป็นนามธรรมมากเกินไป เขาจึงเสนอว่าปัญหาเรื่องชาวยิว ก็ถือเป็นปัญหาการกดขี่ระหว่างมนุษย์เหมือนปัญหาอื่นๆ ไม่เพียงแต่ชาวยิวเท่านั้นที่ต้องการการปลดปล่อย แต่ประชาชนคนยากจนทั้งมวล ที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นยิว หรือคริสเตียนก็ต้องการการปลดปล่อยเช่นกัน เพราะสิทธิของประชาชนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ภายใต้ระบอบกษัตริย์ปรัสเซีย

ปารีสในปี ค.ศ.1843 ยังอยู่ภายใต้ระบอบราชาธิปไตยของพระเจ้าหลุยฟิลิป แต่การบริหารอยู่ในมือของ กิโซต์ ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวทางการเมืองในปารีสยังเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายเสรีนิยม และฝ่ายสังคมนิยมในฝรั่งเศส ต่างก็เผยแพร่อุดมการณ์ของตนในลักษณะเปิดเผยและกึ่งเปิดเผย นอกจากนี้ปารีสยังเป็นดินแดนของนักปฏิวัติลี้ภัยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก รุสเซีย, ปรัสเซีย, และจักรวรรดิออสเตรีย, ดังนั้น ชีวิตของมาร์กซในปารีสช่วงนั้นจึงเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ปารีสทำให้มาร์กซได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ รวมทั้งเพิ่มความจัดเจนทางการเมืองมากขึ้น

มาร์กซ ถือโอกาสออกไปเยือนเขตกรรมกรของกรุงปารีส และเข้าประชุมกับองค์กรกรรมกรฝรั่งเศส ทำให้ได้เห็นสภาพของชนชั้นกรรมกรชัดเจนขึ้น เพราะปารีสมีการพัฒนาอุตสาหกรรม และมีชนชั้นกรรมกรมากกว่าเขตไรน์ แลนด์. เขายังได้ทำความรู้จักกับนักคิดสังคมนิยมหลายคน อาทิ เอเตียง การ์เบ้ (Etienne Cabet), หลุย บลอง (Louis Blanc), ปิแอร์ ปรูดอง (Pierre Proudhon), ได้เป็นเพื่อนกับ ไฮน์ริช ไฮน์ (Heinrich Heine) และได้รู้จัก ปัญญาชนรุสเซีย ที่ลี้ภัยในปารีสที่สำคัญก็คือ มิคาอิล บากูนิน

การศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติ และสังคมนิยมฝรั่งเศส
นอกจากนี้ มาร์กซยังทุ่มเทศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ศึกษาสังคมนิยมฝรั่งเศส และศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วย. มาร์กซเริ่มเข้าใกล้ขบวนการปฏิวัติอย่างจริงจังมากขึ้น ด้วยการเข้าร่วมการประชุมของ สันนิบาตเพื่อความเป็นธรรม (League of the Just) ซึ่งเป็นองค์กรปฏิวัติใต้ดินของกลุ่มเยอรมันลี้ภัย เป้าหมายของสันนิบาตคือ การโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยมในดินแดนเยอรมนี ผู้นำที่สำคัญของสันนิบาตคนหนึ่ง คือ เจอร์แมน มอเรอร์

หลังจากเงื่อนไขต่างๆ พร้อม มาร์กซและรูเก ก็ผลักวารสาร"จาบูคเชอร์"ออกมาได้ฉบับแรก ด้วยการเผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมฝรั่งเศสในเขตเยอรมนี เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวปร ะชาธิปไตยในรัฐต่างๆ ของเยอรมัน และเพื่อการเชื่อมประสานกับนักคิดสังคมนิยมฝรั่งเศส. วารสารจาบูคเชอร์ ออกฉบับแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1844 มีเนื้อหาในทางสังคมนิยมอย่างมาก และเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติในเยอรมนี งานในวารสารส่วนมากยังเป็นของมาร์กซ ที่สำคัญก็คือ ว่าด้วยปัญหายิว และบทนำเรื่องปรัชญาว่าด้วยเรื่องสิทธิของเฮเกล นอกจากนี้ก็มีบทความที่ เฟรดริช เองเกลส์ เขียนมาลง เช่น หัวข้อสำคัญว่าด้วยการวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งมาร์กซเห็นว่า เป็นงานเขียนที่ดีมาก

วารสารจาบูคเชอร์ ถูกห้ามเผยแพร่ทันทีในปรัสเซีย มีการตรวจยึดวารสารนี้จำนวนมากในบริเวณพรมแดน ในขณะลอบนำเข้าจากฝรั่งเศส. นอกจากนี้รัฐบาลปรัสเซียยังออกหมายจับกองบรรณาธิการ อันได้แก่ มาร์กซ, รูเก, และไฮน์ริช ด้วย ซึ่งเป็นผลให้มาร์กซต้องมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยการเมือง ครั้งแรกในฝรั่งเศส. อย่างไรก็ตามโดยตัววารสารนี้เอง ถือว่าประสบความสำเร็จน้อยมาก เพราะแม้กระทั่งกลุ่มก้าวหน้าในฝรั่งเศสเอง ก็ไม่ได้ให้ความสนใจนักจนกระทั่ง จูเลียส โฟรเบล ผู้ให้เงินทุนคนสำคัญขอถอนตัว อย่างไรก็ตาม กล่าวกันว่าปัญหาหลักอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของวารสารจาบูคเชอร์ มาจากการขัดแย้งระหว่าง "มาร์กซ" กับ "รูเก"

เนื่องจากรูเกล้มป่วยในระหว่างการจัดทำ มาร์กซจึงกลายเป็นบุคคลหลักในการผลักดัน และกำหนดเนื้อหาของวารสาร กว่ารูเกจะหายป่วยวารสารก็ถูกเผยแพร่ไปแล้ว ทำให้รูเกไม่พอใจ และเห็นว่าวารสารไม่ได้ออกตามแนวที่เขาต้องการ สิ่งที่รูเกไม่เห็นพ้องด้วยอย่างมากก็คือ การที่มาร์กซกลายเป็นนักสังคมนิยมมากขึ้น และเริ่มใช้คำว่า "คอมมิวนิสต์" ในงานเขียนของเขา ในขณะที่รูเกมีความเห็นโน้มเอียงไปในทางปฏิรูป ต้องการให้เยอรมนีเป็นรัฐประชาธิปไตย ไม่ต้องการการปฏิวัติของกรรมาชีพ และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องคอมมิวนิสต์ เมื่อวารสารประสบปัญหาทั้งในด้านการเงินและความขัดแย้งในกองบรรณาธิการ วารสารดังกล่าวจึงได้ปิดตัวลง หลังจากออกไปได้เพียงฉบับเดียว

มิตรภาพระหว่าง "มาร์กซ" และ "เองเกลส์"
นอกจากการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือนี้แล้ว ระหว่างที่อยู่ที่ปารีส มิตรภาพระหว่าง "มาร์กซ" และ "เองเกลส์" ได้เริ่มกระชับแน่นแฟ้น และทำให้คนทั้งสองกลายมาเป็นเพื่อนสนิท และผู้ร่วมงานกันไปจนตลอดชีวิต. เองเกลส์ เดินทางมายังปารีส ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ.1844 และพบกับมาร์กซที่ร้านกาแฟ คาเฟ่เดอลาเรเจนเซ่ ในวันที่ 28 สิงหาคม จากนั้นทั้งสองคนเริ่มงานค้นคว้าและเขียนบทความร่วมกัน คือเรื่อง "ว่าด้วยการวิพากษ์เกณฑ์สำคัญ เพื่อวิพากษ์ความคิดของ บรูโน บาวเออร์"

ในระหว่างนี้ รัฐบาลปรัสเซีย บีบคั้นกลุ่มเยอรมันลี้ภัย โดยพยายามที่จะเสนอให้ฝรั่งเศสจับกุมตัวมาร์กซและ ชาวเยอรมันก้าวหน้าอื่นๆ แล้วส่งตัวให้ปรัสเซียในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน. วันที่ 25 มกราคม ค.ศ.1845 กิโซต์ นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส สั่งปิดหนังสือพิมพ์วอร์วาท (สำนักพิมพ์ที่มาร์กซ ส่งบทความไปลง ภายหลังจาก จาบูคเชอร์ ปิดไป) และสั่งเนรเทศกลุ่มผู้นำเยอรมันลี้ภัย เช่น มาร์กซ, เฮนริช ไฮน์, และ อาร์โนล รูเก. ดังนั้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์, มาร์กซจึงจำต้องเดินทางจากปารีสไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม อีกวาระหนึ่ง

ออกจากปารีส ตั้งหลักที่บรัสเซลส์
หลังจากมาร์กซได้รับการอนุญาตให้อยู่ในประเทศเบลเยี่ยมได้แล้ว เองเกลส์ก็ย้ายตามมาอยู่ในบรัสเซลส์ด้วย โดยเช่าบ้านใกล้กับมาร์กซ ในเบลเยี่ยม. มีนักสังคมนิยมคนอื่นอีกหลายคนที่สนิทสนมกับครอบครัว มาร์กซ อาทิ โมเสส เฮส วิลเฮล์ม เวทลิง และ คาร์ล ไฮนเซน (Karl Heinzen) เป็นต้น ทำให้ชีวิตของครอบครัวมาร์กซในเบลเยี่ยมค่อนข้างราบรื่น ในระยะนี้มาร์กซเริ่มทำงานค้นคว้าและได้เขียนหนังสือเรื่อง ข้อเสนอว่าด้วยฟอยเออร์บาค (Thesis on Feuerbach)

ครั้งหนึ่งทั้งสองเดินทางมาเยือนกรุงลอนดอน ในขณะที่กลุ่มขบวนการชาร์เตอร์ (Charter) ของอังกฤษกำลังก่อตัว ขบวนการนี้มีเป้าหมายในการเรียกร้องสิทธิทางกฏหมายให้กับประชาชนระดับล่างในอังกฤษ มาร์กซมีโอกาสได้พบ จอร์จ เจ. ฮาร์เนย์ (George J. Harney) หัวหน้าขบวนการชาร์เตอร์ บรรณาธิการของวารสารดาวเหนือของกรรมกร. นอกจากนี้ เองเกลส์ยังแนะนำให้มาร์กซรู้จักกับหัวหน้าขบวนการกรรมกรของเยอรมนี ที่ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษอีกด้วย ในระหว่างที่มาร์กซไปอังกฤษ เจนนีกลับไปยังเมืองเทรียร์ และคลอดลูกสาวคนที่สองเมื่อเดือน กันยายน ค.ศ.1845 คือ มาร์กซ ลอรา

การวางรากฐานความคิดวัตถุนิยมวิภาษวิธีและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์
หลังจากมาร์กซและเองเกลส์เดินทางกลับมาเบลเยี่ยม พวกเขาได้เริ่มงานเขียนร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานความคิดวัตถุนิยมวิภาษวิธีและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ของมาร์กซและเองเกลส์ ภายใต้ชื่อเรื่อง "อุดมการณ์เยอรมัน" (Die Deutsche Ideologie) เพื่อเสนอข้อถกเถียงและเป็นการทบท