เพลงพื้นบ้าน ที่ไม่มีวันเรียกกลับ "เมื่อหมดลมหายใจ" อยู่นิ่ง ๆ ก็หาว่า ไม่รักถิ่นกำเนิด ลงทุนลงแรงทำไปก็หาว่า อยากดัง คลื่นลูกใหญ่ ๆ ซัดมาในแต่ละลูก ใครโดนเข้าก็ต้องเซถลาไปตามคลื่น ฝนลมพัดกระหน่ำมา โดนเข้าก็ต้องลู่ไปตามลม ต้องปรับตัวให้ทันต่อความผันผวนของโลกมนุษย์ คำว่า คน หมายถึงการไม่อยู่นิ่ง จะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวัฏสงสาร (กฎแห่งกรรม หรือสิ่งที่เห็นจริง) ซึ่งใครก็หนีไม่พ้น คำว่าตัวตน (อนัตตา) ความไม่มีตัวตน ความว่างเปล่า ที่ไม่เป็นแก่นแกนอย่างเที่ยงแท้ มีเกิดก็ต้องมีดับ เป็นสัจธรรม
ในวันนี้หรือวันที่ผ่านมา อย่างน้อยก็ เกือบจะ 15 ปี ที่
มีผู้คนเรียกร้องให้คนไทยทุกคนช่วยกันหันกลับไปมองศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นรากเหง้า ต้นกำเนิดแห่งวิถีชีวิตไทยและร่วมกันรนณรงค์ เสาะแสวงหา สืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย เก็บรวมรวมและนำเอากลับมาให้คนรุ่นหลังได้รับรู้รับทราบ (มีการรนณรงค์ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทยกันมาก)
น่าปลื้มใจนะครับที่ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญ ผมจำได้ว่าในปี พ.ศ. 2537 จังหวัดที่ผมตั้งถิ่นฐานอยู่ เขาก็มีการเคลื่อนไหวในการอนุรักษ์ของเก่า ๆ อย่างเป็นรูปธรรม มีการจัดประชุม สัมมนาเกี่ยวกับวัฒนธรรมสัญจร ในโรงแรมขนาดใหญ่ และในปลายปีนั้น ทางจังหวัดก็สนับสนุนหน่วยงานระดับโรงเรียนหรือสถานศึกษา ให้จัดส่งเพลงอีแซว เข้าร่วมประกวดในงานสำคัญของจังหวัด ผมเป็นผู้หนึ่งที่ถูกทาบทามให้เป็นตัวตั้งตัวตีในการเสาะแสวงหาวงเพลงอีแซวนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา และระดับชั้นมัธยมศึกษา รวม 10 คณะ ส่งเข้าประกวด
งานที่ผมได้รับเกียรติ เป็นงานที่สูงส่งสำหรับผมจริง ๆ ไม่ยากเลยครับ การที่คนอย่างผมจะออกไปตามหาวงเพลงพื้นบ้านระดับนักเรียน แต่ในวันนั้นผมไม่ทราบว่ามีวงเพลงที่ครูเขาฝึกหัดนักเรียนกันที่ไหนบ้าง และยังมีเหลืออยู่กี่วง ผมติดต่อเพื่อน ๆ ครูศิลปะทุกอำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี และขอความอนุเคราะห์จาก สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด (สศจ.) ให้ช่วยประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่ง จนใกล้ที่จะถึงวันประกวดเพลงอีแซว (ประมาณ 10 วันก็จะถึงงานแล้ว) ยังไม่มีคณะเพลงอีแซวนักเรียนส่งเข้ามาประกวดเลยครับ วงที่จะต้องส่งแน่ ๆ ในวันนั้นคือ วงโรงเรียนของผมนี่แหละ เพราะว่าผมฝึกนักเรียนอยู่แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ผมมีนักเรียนในสังกัดอยู่ 15 คน จัดแบ่งออกเป็น 2 วง วงละ 5 คน เป็นผู้แสดง และให้จังหวะ 2-3 คน ในที่สุดก็ได้วงเพลงอีแซวมาร่วมประกวดตามที่คณะกรรมการจัดงานต้องการ คือ ประเภทละ 3-4 วง (ต้องการประเภทละ 5 วง)
มีสิ่งที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ ผมคนเดียวที่เป็นคนฝึกหัดนักเรียน และฝึกแยกเป็น 2 คณะ เพื่อเข้าแข่งขันให้ครบองค์ประกอบที่คณะกรรมการกำหนด แต่คณะเพลงโรงเรียนต่าง ๆ เขาต้องใช้ครู 2-3 คนช่วยกันฝึกหัดนักเรียน เช่น ครูคนหนึ่งทำหน้าที่แต่งบทร้อง ครูอีกคนหนึ่งทำหน้าที่สอนรำ ทำท่าทาง ครูอีกคนหนึ่งทำหน้าที่สอนการตีจังหวะ ตะโพน ฉิ่งและกรับ (การทำงานเป็นอิสระจากกันครับ) แต่พวกเขาก็สามารถที่จะทำให้เกิดภาพรวมที่ดีได้ (ถือว่าก็พอไปได้นะ)
แต่ที่ต้องคิด และติดตามต่อไปคือ จุดมุ่งหมายของการจัดงาน อยู่ที่การอนุรักษ์ สืบสานอย่างถาวร มิใช่เพียงแค่การเข้าร่วมประกวดแล้วก็เลิกราไป หรือพอจะเข้าประกวดก็ฝึกเด็กกันใหม่ (เป็นการสร้างสถานการณ์จำลอง) ทำแค่ให้ได้มา แก้ปัญหาเพียงระยะสั้น ๆ คุ้มค่าหรือไม่ผมคงสรุปผลไม่ได้ตรงนี้ (ขอเคารพในสิทธิ) แต่มาถึงวันนี้จะว่าแต่เพลงอีแซวสุพรรณที่ยังหาดูได้ในทุกเขตพื้นที่ เลยครับ ที่อยู่ยงคงกระพันธ์ โดยมีการทุ่มเท สรรสร้างผลงานอย่างลืมตัวมาโดยตลอด (ยังมีแต่มีน้อย)
ถ้าเราลองนึกย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปี หรือเมื่อ 150 ปี หรือเมื่อนานกว่า 200 ปี บนแผ่นดินแห่งนี้ คงเคยมีเสียงเพลงของชาวบ้าน ออกมาร้องรำ ทำท่าทางตามความสุข สนุกสนานซึ่งอาจเกิดจากการมารวมตัวกันของผู้คนจำนวนมาก ๆ คนไหนมีความสามารถก็ออกมาร้องแสดงความสามารถ คนไหนมีไหวพริบปฏิภาณสูงก็ออกมาร้องแก้คำกัน เหนื่อยนักก็หยุดพักผ่อน หรือกลับไปนั่งเป็นคนดู สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งคืน งานแล้วงานเล่า ปีแล้วปีเล่า จากฤดูไถหว่านจนถึงหน้าเก็บเกี่ยว เสียงเพลงก็ดังสะท้านท้องทุ่ง แม้ว่าจะต้องเดินเท้าเปล่าไปพบกัน ก็ไปจนได้ ก็ยังไปไหว เพราะเขาเหล่านั้นไปด้วยใจรัก และศรัทธา ที่พวกเขามีต่อ.......
แล้วมาถึงวันนี้ เสียงเพลงที่อยากฟังแบบเมื่อ 100 ปี ผ่านมายังพอหาฟังได้ จากแผ่นเสียง จากเทปคาสเสท จากม้วนวีดีโอ และ แผ่นวีซีดี มีทั้งเพลงทรงเครื่อง เพลงพาดควาย เพลงชักกระดาน เพลงร่อยพรรษา เพลงพิษฐาน เพลงระบำบ้านไร่ เพลงช้าเจ้าหงส์ ฯลฯ แต่เจ้าเสียงเพลงเหล่านั้นได้หมดลมหายใจ จากพวกเราไปเสียแล้ว ชีวิตและตัวตนที่มีค่า กลับมีข้อจำกัดเรื่องของเวลา แต่สำหรับคนที่ยังเหลืออยู่เต็มเมือง มีมากกว่าเจ้าของเสียงเพลงที่ล่วงลับไปแล้วเสียอีก ถ้าคิดที่จะเข้ามารับมรดกแห่งภูมิปัญญาเหล่านี้เอาไว้ รับรองว่าไม่มีวันหมดสิ้น ไม่มีวันตายไปจากแผ่นดิน เพราะภูมิปัญญาถูกเก็บเอาไว้ที่ตัวคน สมองคน และมือทั้งสองข้าง (ทำให้พึ่งตนเองได้) ครับ
ใครเล่าครับที่จะยอมรับว่า ฉันคือ ทายาท ฉันคือ สายเลือดที่เข้มข้นของภูมิปัญญา เพลงพื้นบ้าน เพลงอีแซว ฯลฯ ที่จะขอทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชน ลูก หลาน เหลน โหลน ตลอดไป (ชำเลือง มณีวงษ์ / เพลงพื้นบ้าน 2550)