คนที่อยู่กรุงเทพฯ แล้วใช้น้ำประปา รับน้ำจากการประปานครหลวง (ใช่หรือเปล่า) ซึ่งได้น้ำดิบมาจากคลองประปา ซึ่งรับน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยามาอีกทีหนึ่ง แม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำส่วนใหญ่มาจากแควทั้ง 4 คือ ปิง วัง ยม น่าน

    ลุ่มน้ำปิง มีพื้นที่รับน้ำฝนประมาน 33,896  ตารางกิโลเมตร (ตร.กม)  ครอบคลุมพื้นที่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน  ตาก กำแพงเพชร และ นครสวรรค์ ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยที่นครสวรรค์ 7,965 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

   ลุ่มน้ำวัง อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำฝน 10,792 ตร.กม. มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ยปีละ 1,103.6 ล้าน ลบ.ม. ต้นน้ำอยู่ที่ จ.ลำปาง ไหลผ่าน อ.สามเงา และ อ.บ้านตาก ไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่บ้านปากวัง อ.บ้านตาก จ.ตาก ทำให้เกิดที่ราบดินตะกอนค่อนข้างกว้างเป็นแหล่งการเพาะปลูกอีกแหล่งหนึ่ง มีระยะทาง 335 กม.

     ลุ่มน้ำยมครอบคลุมพื้นที่จังหวัด 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน แพร่ สุโขทัย ลำปาง ตาก พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ มีพื้นที่รับน้ำฝนประมาณ 23,616 ตารางกิโลเมตร แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดจากดอยขุนยวม อำเภอปง จังหวัดพะเยา ไหลลงจากเหนือลงใต้ตั้งแต่จังหวัดพะเยา แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่จังหวัดนครสวรรค์ รวมความยาวจากต้นน้ำ ถึงจุดที่ไหลลงแม่น้ำน่านประมาณ 735 กม.  คิดเป็นน้ำท่า โดยประมาณ 3,683.63 ล้านลบ.ม.

      ลุ่มน้ำน่าน อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำฝน 34,331 ตร.กม. ปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ยปีละ 9,158.0 ล้าน ลบ.ม. เริ่มต้นจากอำเภอทุ่งช้าง  ไหลผ่านอำเภอเมือง  อำเภอเวียงสา  จังหวัดน่าน  อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์  อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางกระทุ่ม  จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นเข้าสู่จังหวัดพิจิตรและบรรจบกับแม่น้ำปิงที่ตำบลแควใหญ่  อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ความยาวรวมประมาณ 770 กิโลเมตร

     แม้ว่าแม่น้ำหรือแควทั้ง 4  ปิง วัง ยม น่าน จะเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเริ่มต้นจากจังหวัดนครสวรรค์ก็ตาม แต่แม่น้ำทั้ง 4 ก็ย่อมมีต้นน้ำ ซึ่งถ้าใครได้เคยไปดูที่ต้นน้ำ อาจจะพบว่าแม้ต้นน้ำก็ยังไม่สะอาดอย่างที่เราคิด แล้วคิดดูว่าปลายน้ำมันจะเป็นอย่างไร ก็เป็นกรรมของชาวกรุงเทพฯหรือ กทม. ที่อยากไปอยู่เมืองศิวิไลซ์ (Civilization) เอง

    ขนาดแม่น้ำหรือน้ำที่เราจะดื่มยังไม่ค่อยสะอาดเลย ก็หวังความสะอาดจากสิ่งอื่นได้ยากเช่นกัน ดังนั้นหากอยากได้ของดีของสะอาดเราก็ต้องตั้งใจทำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับของดี ผมได้เคยเขียนเรื่อง "การทำน้ำผึ้งคุณภาพแบบถวายพระ" ไว้ใน <LinK> แล้ว

    เมื่อผมไปออกร้านในงาน "ผ้าไทยจิตรลดา ภูฟ้า OTOP" ที่ม.นเรศวร ส่วนสนามบิน (หางบเข้าหน่วยวิจัยผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น) ระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคม 2548  มีน้ำผึ้งชนิดราคา 120, 130,150 และ 180 บาท ปรากฏว่าน้ำผึ้งราคา 180 บาทขายดีที่สุด เพราะเป็นน้ำผึ้งที่ตั้งใจทำมากที่สุด (ใจเย็นๆ ปล่อยให้ผึ้งบ่มน้ำผึ้งจนสุกได้ที่) คนอยากได้ของดีในราคาที่เป็นธรรม ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพ เป็นร้านขายน้ำผึ้งร้านเดียวที่แบ่งเกรดน้ำผึ้ง ไม่ใช่ขายในเกรดเฉลี่ยแล้วให้ลูกค้าเลือกเอาเอง แต่ต้องคอยแนะนำและให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงานด้วย โดยมีเอกสารเรื่อง "จากน้ำต้อย สู่รวงรัง เป็นน้ำผึ้งที่ถือในมือคุณ" แจก (สำหรับผู้ที่อยากได้)

     การทำของดี (ในกรณีนี้ คือ น้ำผึ้ง) ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคือภายในรังผึ้งต้องสะอาด คอนผึ้งต้องไม่วางกับพื้นดิน ถึงสลัดน้ำผึ้งต้องสะอาด ด้านบนถังสลัดต้องมีสิ่งบดบังใบไม้และฝุ่นละออก ด้านล่างพื้นบริเวณที่ทำการเอาน้ำผึ้งออกจากรวงต้องปูพื้นกันฝุ่นละออง น้ำผึ้งที่ได้ต้องกรอง 2 ครั้ง คือกรองที่ภาคสนาม และกรองก่อนนำน้ำผึ้งใส่ถังพักน้ำผึ้งที่โรงบรรจุน้ำผึ้ง พักน้ำผึ้งให้ได้สัก 7 วันแล้วถึงกรอกใส่ขวด โดยต้องเอียงปากขวดให้น้ำผึ้งไหลลงขวดช้า ๆ จะได้ไม่เกิดฟองอากาศ น้ำผึ้งก็จะดูน่ารับประทาน นี่แหละครับที่ว่า "ของดี ต้องดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ"