บทความตีพิมพ์ที่แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม2551
การเมือง : เริ่มมีแสงสว่าง
การเขียนบทความทุกอาทิตย์ก็สามารถจับกระแสการเมืองร้อน ๆ ได้ว่า มีความหวังหรือหมดโอกาส หลักการเขียนในแต่ละอาทิตย์ก็เป็นเครื่องชี้ว่าประเทศไทย เราจะไปทางไหนกัน
จุดเริ่มต้นมาจากท่าที ประนีประนอม เกิดขึ้น และเมื่อมีท่าทีที่ดีต่อกัน เริ่มหาทางเจรจา ในยุคคุณทักษิณ และยุคคุณสมัคร ท่าทีเหล่านั้น ยังไม่เกิดหรือยังไม่สำเร็จ ด้วยเหตุผลความความดื้อรั้นหรือความมั่นใจตัวเอง
ผมมีความมั่นใจลึก ๆ ว่า ดูประวัติศาสตร์การเมืองชาติไทย และพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว น่าจะมีช่องทางได้เสมอ
7 วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลายอย่างเป็นท่าทีที่น่าจะหาทางช่วยกันหาทางออก
เรื่องแรก คือ การเข้าพบประธานองคมนตรี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ของนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พลเอกเปรม เดินมาส่งนายกสมชายที่หน้าบ้าน เป็นบรรยากาศที่สร้างความสมานฉันท์ได้ดี
ผมพูดได้อย่างเต็มปาก เพราะเคยเป็นที่ปรึกษาท่านพลเอกเปรมมาตั้งแต่ผมอายุยังไม่ถึง 40 ปี และได้พบปะกับท่านหลายสิบครั้ง หากพลเอกเปรมไม่พอใจหรือไม่ศรัทธาในบุคคลเหล่านั้น ผมพูดได้เลยว่ายากที่จะเข้าพบท่านไม่ใช่ประเภทจัด ฉาก เพื่อเป้าหมายการเมือง ท่านเป็นบุคคลที่ “มองชาติเป็นหลัก” นายกสมชาย น่าจะใช้บรรยากาศที่ดี ทำดีและรักษา สัญญาที่ดีต่อคนไทยไว้ อย่าบิดเบือนจุดยืนดังกล่าว ความสำเร็จจากการสร้างความรู้สึกที่ดีแก่คนไทยในการพบกันระหว่าง พลเอกเปรมกับนายกสมชาย คงจะติดตามต้องดูต่อไปว่าจะมีอะไรไปสู่ความสามัคคีของคนไทยหรือไม่คนไทย น่าจะอุ่นใจกับการประนีประนอมที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านั้นกลุ่มอธิการบดีมหาวิทยาลัยไทยชั้นนำ 24 แห่ง ออกมาแสดงจุดยืนที่จะให้มีกรรมการอิสระ แบบ สสร 3 เพื่อแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ ที่เคยผลักดันโดยพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีท่าทีว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนายกสมชาย จุดเริ่มต้นที่จะแก้รัฐธรรมนูญและบรรลุเป็นนโยบายในการแถลงต่อสภา เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เปิดให้มี สสร.จึงต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ซึ่งในยุคของนายกสมชาย อาจจะมีช่องทางที่เป็นไปได้ กลุ่มอธิการบดี 24 ท่าน เป็นจุดที่น่าสนใจเพราะเป็นผู้ที่ดูแลการผลิตมันสมองของเยาวชนและการวิจัยของชาติ และมีความเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองมาตลอด
บทบาทของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ของเรา ถึงแม้จะอายุเกิน 75 ปีแล้ว แต่ก็ยังมี “พลัง” ที่จะช่วยประเทศไทยได้ ตามข่าวว่า พ่อจิ๋วไป พบ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แล้วพลเอกอนุพงษ์ก็ไปพบพลเอกเปรม การนัดหมายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็หวังว่าอะไรจะดีขึ้น ยิ่งในยามนี้โลกซีกตะวันตกเพลี่ยงพล้ำ ไทยและเอเชียต้องรุกหนักเพราะเป็นยุคที่เอเชียต้องผงาด เพื่อมีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
ผมจำได้ว่า ในช่วงที่ไทยมีปัญหาแต่ทางตะวันตกคือ อเมริกาและยุโรป กลับเจริญขึ้น ยุคนี้อเมริกากับยุโรปมีปัญหา เอเชียต้องเปิดแนวรุก เพื่อจะสร้างพลังทางเศรษฐกิจโลกต่อไป
ข่าวคราว ปัญหาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ครั้งนี้มีข้อดีต่อคนไทย อยู่เรื่องหนึ่งคือ คนไทยเริ่มตื่นตัวสื่อทุกแขนงข่าวกันใหญ่ว่าโลกาภิวัตน์กระทบคนไทยอย่างไร ทั้ง
- ฉกฉวยโอกาส
- หลีกเลี่ยงปัญหา
แต่ก็ทำได้ ทรัพยากรมนุษย์หรือทุนมนุษย์ของคนไทยและเอเชียต้องเข้มแข็ง ต้องโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่งุบงิบกันไม่กี่ตระกูล
บทความของผมในวันเสาร์เช้า เป็นโอกาสดีที่ขอเชิญชวน คนกรุงเทพฯไปลงคะแนนเลือกผู้ว่า กทม. ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทมากขึ้นต่อคนกรุงเทพฯ ผมจำได้ว่ายุคแรก ๆ คนกรุงเทพฯ ไปลงคะแนนไม่ถึง 40% แต่วันนี้ไปลงถึง 60 –70 % คนกรุงเทพฯ ตื่นตัวมากขึ้น
เผอิญผมรู้จักตัวเก็งทั้ง 4 คนพอควรก็เลยจะขอใช้เวลาวิเคราะห์ทั้ง 4 คน ให้ทราบเป็นการเพิ่มเติมข้อมูล
พูดถึงภาพรวมก่อน ทั้ง 4 คนคือ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ คุณประภัสร์ จงสงวน และดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นคนมีความรู้และมีประสบการณ์ดี ทุกคนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยดี ๆ ดร.เกรียงศักดิ์จบปริญญาเอกจาก Monash University ประเทศออสเตรเลีย จึงพูดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใครคนกรุงเทพฯ ก็รับได้การหาเสียงต่างก็มีนโยบายดี ๆ ออกมาช่วยกทม. ให้ดีขึ้นทำให้ผมมั่นใจว่า การเลือกผู้ว่าฯ จังหวัดอื่น ๆ ก็น่าจะเกิดขึ้นได้แล้ว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ระนอง นครราชสีมา และขอนแก่น เป็นต้น
ในบรรดา 4 คน คนที่รู้จักน้อยที่สุดกลับกลายเป็นผู้ว่าอภิรักษ์ แต่ช่วงที่หาเสียงครั้งแรกเมื่อ 4 ปี ก็ได้เชิญท่านออกวิทยุ แสดงความเห็นในรายการของผม ผมเป็นเพื่อนกับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ก็เคยแนะนำนโยบายบางอย่างผ่านคุณหญิงและระหว่างเป็นผู้ว่าฯก็ได้พบกัน 2-3 ครั้ง
ข้อดี ก็คือเป็นผู้นำแบบมี Charisma คือมีคนชอบและรูปลักษณ์ดีไม่พูดจารุนแรง ชอบประนีประนอนเก่งเรื่องการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ ฐานคะแนนแน่นจากพรรคประชาธิปัตย์
ข้อเสีย ทีมของรองผู้ว่าฯชุดที่แล้วคุณภาพอ่อนมาก คุณอภิรักษ์คงชอบเป็นเบอร์ 1 ที่ไม่มีใครกล้าทาบ บารมีและเรื่องใหญ่ เช่น การจราจร เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการศึกษาของโรงเรียน 400 กว่าโรงใน กทม. และเรื่องพัฒนาข้าราชการ 80,000 คนอย่างจริงจัง ทั้ง 4 เรื่องอ่อนแอมาก ผมยกตัวอย่างเรื่องรถไฟฟ้าต่อจากสะพานตากสิน ซึ่ง กทม.รับผิดชอบแค่ 2 กิโลกว่าก็ยังทำไม่เสร็จ

ผมคาดว่าคะแนนของท่านอภิรักษ์คงเยอะ เพราะกระแสประชาธิปัตย์ยังมีอยู่มาก บุคลิกดี ก็คงมีโอกาสสูงแต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องมีลูกหนักมาก ๆ คือ เรื่องจราจร เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการศึกษา เรื่องพัฒนาบุคลากรของกทม.อย่างจริงจังและหารองผู้ว่าที่มีบารมีมากกว่านี้หน่อย
คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จบปริญญาตรี/โทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสวนสุนันทา เคยเป็นลูกศิษย์ด้วย พูดว่ารู้จักดีเพราะเป็นน้องชายที่เทพศิรินทร์ เป็นคนที่กล้าหาญชาญชัย
ข้อดี คือกล้าและไม่กลัวใคร ได้คะแนนจากผู้คิดแหวกแนวโดยเฉพาะจากวัยรุ่น
ข้อเสีย คงเป็นเรื่องขัดแย้งทุก ๆ จุด เพราะเป็นคนชอบการขัดแย้ง ขนาดอยู่พรรคชาติไทย คุณบรรหารยังกลัวเลย

คุณประภัสร์ จงสงวน ผมสนิทมากว่า 10 ปี เคยทำงานร่วมกันตั้งแต่การทางพิเศษ ผมเข้าไปทำเรื่อง Reengineering ช่วงนั้น ท่านผู้ว่าประภัสร์ยังเป็นหัวหน้ากองอยู่เลย
ข้อดี คือมองอะไร Realistic เป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่ไม่ได้มีแค่อุดมการณ์แต่ดูความอยู่รอดและเน้นการทำงาน ให้สำเร็จเน้นทฤษฎี Execution อยู่ได้ทุกสมัย มีความฉลาด โดยเฉพาะเรียนนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่เข้าใจวิศวะโดยแอบไปเรียนด้วย ประเภทมองทั้งวิทย์ /ศิลป์ ได้ดี
ข้อเสีย คือตัดสินใจลงครั้งนี้ช้าไปและลงพรรคที่คะแนนนิยมตกในกรุงเทพฯ น่าจะดูว่าคุณประภัสร์จะได้เท่าไหร่ (ชนะคุณชูวิทย์ไหม) เพราะคนของไทยรักไทยเก่งเคยสนับสนุนตัวแทนพรรคในอดีต แค่ปัจจุบันกลไกการเมืองของไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์อ่อนแอลงไปมาก ผมยังถามตรงไปตรง ๆ ว่าลงมาทำไม ถ้าไม่ได้จะกลับมาตำแหน่งเดิมได้หรือเปล่า?
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผมสนิทมากว่า 20 ปี ตัวผมเป็นนักวิชาการที่มาจากกระแสหลักคือ พูดจริง ทำจริง สอนจริงต่อเนื่องมากว่า 30 ปีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ไม่ค่อยยอมรับ อ.เกรียงศักดิ์ เพราะสอนที่มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์ไม่นานแต่ผมให้โอกาสเสมอ
ข้อดี คือชอบหาความรู้ ขยันดีมีองค์กรคริสต์ ดูแลและรองรับดี มี Idea ใหม่มากมายและมีบุคลิกที่ประนีประนอม
ข้อเสีย คือมองการเมืองแบบชอบมีบทบาททางการเมือง คนเก่งจริงในเมืองไทยยังไม่ค่อยยอมรับ ยังหาจุดของตัวเองไม่เจอว่าต้องการอะไร แต่สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดว่าน่าจะเก่ง เพราะเคยเขียนหนังสือมาแล้ว 200 เล่ม จริงแล้วมีคนเก่งกว่า ดร.เกรียงศักดิ์ อีกมากมาย ผมรู้จักเป็นส่วนใหญ่ แต่คนกรุงเทพฯก็ควรให้โอกาส ผมเคยเชิญมาออกรายการโทรทัศน์ของผมแต่แล้วแก่นความรู้จริง ๆ ไม่ “แน่น” คือรู้เยอะแต่ไม่แน่น คุณอภิรักษ์ ถ้าชนะก็น่าจะนำเอา Idea ของดร.เกรียงศักดิ์ไปทำ
สุดท้ายขอแสดงความยินดีกับศิษย์เก่า Schiller International University ที่ได้จัดงานเลี้ยงชุมนุมนักเรียนเก่าครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2551 และได้พบกับ Dr.Geoffrey Bannister อธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่า Schiller International มีในประเทศไทยกว่า 500 คน และประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ

จีระ หงส์ลดารมภ์