บทความตีพิมพ์ที่แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2551
ประเทศไทย: พบวิกฤติ 2 ด้าน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เผชิญกับวิกฤต 2 ด้านพร้อมกัน
เรื่องแรก คือ วิกฤติการเงินโลกซึ่งสร้างความตระหนกตกใจให้แก่โลก เพราะ
§ Lehman Brothers บริษัทวาณิชธนกิจติด 4 อันดับของโลกล้มละลาย ครั้งหนึ่งยังมาซื้อ ปรส. มีสินทรัพย์เจ็ดแสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
§ เมอร์ริล ลินซ์ถูกซื้อไปโดยธนาคารอเมริกา
§ บริษัท Insurance ยักษ์ใหญ่ AIG กำลังจะล้มละลาย เดชะบุญรัฐบาลกลางอุ้มเสียก่อนโดยปล่อยกู้กว่า 8 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งหมดนี้ไม่นับ Fannie May and Freddie Mack ที่รัฐบาลอุ้มไปอาทิตย์ที่ผ่านมา
ผลกระทบนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดตั้งแต่ 1929 หรือเกือบ 100 ปี กระทบไม่ใช่แค่สหรัฐแต่จะกระทบทั่วโลก และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ (เลือดจะหยุดไหลเมื่อไหร่) ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยก็หนักหนา และจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 5% ที่วางไว้
ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือความโลภของผู้บริหารสถาบันการเงินเหล่านั้น คิดจะมีเครื่องมือทางการเงินที่สามารถทำกำไรกันเป็นกอบเป็นกำแต่ลืมเรื่องการบริหารความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง
ความโลภครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่เรียนรู้จากบทเรียนวิกฤติของประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญกับวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ปี 1997
การควบคุม หรือ Regulate บทบาท ที่ Wall Street ของรัฐบาลกลางสหรัฐยังทำได้ไม่ดีพอ
ปัญหาหลักมาจาก Sub-prime คือ มีการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่อาศัยช่วง 10 ปีที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว ผู้กู้ทั้งหลายก็เลยกู้เพิ่มโดยใช้หลักประกันเพิ่ม บริษัทอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น จึงไปกู้ต่อจากวาณิชธนกิจเช่น Lehman Brothersโดยเอาหลักทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มไปค้ำไว้
แต่เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดอกเบี้ยเริ่มแพง การว่างงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มถดถอย ความสามารถในการจ่ายเงินคืนของธนาคารลดลง ในที่สุดราคาทรัพย์สินที่อยู่อาศัยก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อราคาทรัพย์สินที่อยู่อาศัยลดลง ทุกอย่างก็เป็นวงจรอุบาทว์ เกิด NPL (หนี้เสีย) อย่างมโหฬาร สินทรัพย์มีน้อยกว่าหนี้สินที่กู้ไว้ บริษัทการเงินเหล่านั้นก็อยู่ไม่ได้ เริ่มขาดทุนและขาดสภาพคล่อง เมื่ออยู่ไม่ได้ก็กระทบกันเป็นลูกโซ่
บทเรียนครั้งนี้สอนว่า
§ การแสวงหากำไรสูงสุดก็มีความเสี่ยงสูงสุดเช่นกัน (High risk high return)
§ ไม่มีใครคาดมาก่อนว่าราคาทรัพย์สินทีอยู่อาศัย จะลดลงอย่างมากมาย และยังลดลงอยู่อย่างต่อเนื่อง
ถ้าจะถามว่ามีทางออกอะไรบ้าง?
§ เรื่องแรกก็คือจะต้องให้รัฐมีบทบาทเข้ามาพยุงและอุ้มธุรกิจบางอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพ
§ บริษัทการเงินต้องใช้นโยบายการเดินสายกลาง ไม่ลงทุนทุกเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง ที่ไม่ชำนาญ ทำธุรกิจเฉพาะเรื่องที่ถนัด (Core Business)
§ คาดว่าราคาที่อยู่อาศัยจะลงที่จุดต่ำสุด และค่อย ๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
คำตอบเหล่านี้ ยังไม่ได้บอกว่าการแก้ปัญหาของความอ่อนแอของธุรกิจการเงิน ได้ผลหรือไม่ และจะกระทบเศรษฐกิจภาคการผลิตแท้จริงอย่างไร
แต่ที่แน่ ๆ การขยายตัวของสินเชื่อของอเมริกาและประเทศอื่น ๆ จะลดลง สภาพคล่องจะลดลง ทำให้การลงทุนชะลอ การจ้างงานจะลดลง
สำหรับประเทศไทย
§ จะมีการดึงเงินทุนออกไปต่างประเทศ กลับไปมากขึ้น
§ การส่งออกไปสหรัฐ และยุโรปจะน้อยลง
ผมว่าบทเรียนครั้งนี้
§ “โลกาภิวัตน์” สร้างโอกาสและการคุกคาม จะต้องบริหารให้ได้
§ ต้องบริหารความเสี่ยงให้ได้
§ ควรนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างฉลาด แต่ฝรั่งบางคนไม่เคยเรียนรู้พระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน คิดว่าหลักวิชาของเขาเพียงพอ
ส่วนวิกฤติการเมืองก็ยังมีอยู่ เพราะถึงแม้จะตั้งคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ด้านพันธมิตรก็ยังไม่ยอม
แต่ทางออกและความหวังก็ยังมีอยู่ คือ
§ หาทางเจรจาต่อรองให้ได้
§ ท่านนายกฯ คนใหม่ใช้ความสุภาพเรียบร้อย บุคลิกของท่านสร้างบรรยากาศตึงเครียดน้อยลง หันหน้ามาหารือ
อาจสรุปได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกดูจะรุนแรงมากกว่าการเมืองไทยในปัจจุบัน
ผมขอพูดเป็นกลาง ๆ ว่า บุคลิกของนายกฯ คนใหม่ที่ว่า อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ใช่เพิ่งมี แต่มีมานานแล้ว ผมสัมผัสด้วยตัวเอง
เมื่อ 4-5 ปี ผมมีโอกาสได้จัดสัมมนาเรื่องภาวะผู้นำให้กรมราชทัณฑ์ ซึ่งช่วงนั้นมีคุณสมชายเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านให้เกียรติมาเปิดงาน และมาแจกประกาศนียบัตร 2 ครั้ง ผมไม่รู้จักท่านมาก่อน แต่มีความประทับใจในความอ่อนน้อมของท่านและการดำรงชีวิตของท่านดูสบาย ๆ คงจะต้องให้เวลา และดูต่อไป
ผมเห็นว่า ควรจะหาทางเจรจา และหวังว่า คุณสมชายน่าจะทำสำเร็จ เนื่องจากเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน คงไม่ปกป้องอดีตนายกฯ ทักษิณ และ ไม่เข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
สัปดาห์นี้ ผมจะเล่าถึงงานด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ซึ่งผมทำอยู่
เรื่องแรก ขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารระดับ 8 ของกรมวิทยาศาสตร์บริการที่จบหลักสูตร พัฒนาภาวะผู้นำการบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 60 ชั่วโมง รุ่นที่ 2
มีสิ่งที่น่าประทับใจก็คือ
§ การทำงานที่เน้นความต่อเนื่อง
§ การทำงานที่เน้นการบูรณาการ คือทางกรมฯ ได้เชิญหน่วยงานอื่น ๆ ในกระทรวงร่วมงานด้วย และ
§ มีโครงการต่อเนื่องที่จะนำเอากิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ไปช่วยชาวบ้าน โดยเฉพาะที่จังหวัดอ่างทอง
ผมประทับใจมากที่อธิบดีปฐม แหยมเกตุ และทีมงานของท่านเอาจริงสมกับที่ผมชื่นชมท่านว่าเป็น “อธิบดีนักพัฒนาคน”
ที่ผมภูมิใจมากเพราะมีความต่อเนื่อง คิดว่าจะเป็นแนวทางที่ดี คือ ผมเริ่มโครงการพัฒนาสมรรถนะการบริหารจัดการอาชีวศึกษายุคใหม่ รุ่นที่ 1 จำนวน 47 คน ช่วงแรกเป็นการเรียนรู้ร่วมกันที่เขาค้อ 3 วันเต็ม และช่วงที่ 2 จะไปเรียนกันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีก 3 วันเต็ม และช่วงสุดท้ายก็จะจบที่กรุงเทพฯ ทัศนศึกษาดูงาน อีก 4 วัน รวมทั้งสิ้นจำนวน 60 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ผมได้รับเกียรติจากสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษาให้เป็นผู้ออกแบบหลักสูตรและดำเนินการด้านวิชาการโครงการพัฒนาสมรรถนะการบริหารจัดการอาชีวศึกษายุคใหม่ พัฒนาผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ประมาณ 150 คน จัดเป็น 2 รุ่น ผมได้ออกแบบโดยเน้น
§ เรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลง
§ เรื่องการบริหารและพัฒนาคน
§ เรื่องการสร้างผู้นำ และ
§ การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในอาชีวศึกษา
จีระ หงส์ลดารมภ์