บทความตีพิมพ์ที่แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2551

ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง

แต่อยากรู้ความจริงที่ NBT

            เช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551 ทุกคนก็รู้กันว่าพันธมิตรมีแผนปฏิบัติการ ไทยคู่ฟ้า ผมก็กำลังเฝ้ามองอยู่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าการเมืองไทยก็คงจะเป็นแบบนี้

§       การเมืองแบบรัฐสภาฯ

§       การเมืองภาคประชาชน

      ผมอดชมเชยในความอดทนของพันธมิตรที่ต่อสู้อย่างสันติวิธีมาโดยตลอด และยิ่งไปกว่านั้น คือ การขยายวงพันธมิตรไปตามจังหวัดต่าง ๆ ให้ความรู้กับประชาชน  แต่สิ่งที่ไม่ชอบ คือ บางครั้งการใช้คำพูดที่รุนแรงในการปราศรัย การออกอากาศทาง ASTV แต่ก็สร้าง พลัง ได้ดีเป็นการเปิดหูเปิดตาประชาชนอย่างมาก

      แต่เมื่อประมาณตีห้ากว่า ผมเปิดดูข่าวเห็นเหตุการณ์ที่ NBT ทำให้ผมประหลาดใจมาก ที่ชายฉกรรจ์กว่า 80 คน มีอาวุธใช้ความรุนแรงบุกเข้าไปทำท่าจะยึด NBT แต่ลึก ๆ ผมอดคิดไม่ได้ว่าความจริงคืออะไร เพราะดูเหมือนว่าทางฝ่าย NBT มีการเตรียมพร้อม และมีกล้องโทรทัศน์หลายตัวที่ถ่ายตามอย่างละเอียด แต่เมื่อตำรวจได้แจ้งว่ามีการจับกุม มีอาวุธปืนหลายกระบอก ถ้าเป็นความจริงอย่างที่เป็นข่าวก็น่าเสียดายที่กลุ่มพันธมิตรที่เคยรักษาความดีและแสดงความเห็นต่อสู้กับรัฐบาลแบบสันติมาโดยตลอด

      เหตุการณ์ผ่านไปสักพักหนึ่งมีหลายคนบอกผมว่าคงจะต้องพิสูจน์กันให้ชัดว่า อะไรเกิดขึ้น ยิ่งในระหว่างที่ผมกำลังเขียนบทความช่วงเช้าวันพฤหัสบดี รายการจมูกมด ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 ซึ่งเป็นรายการที่น่าสนใจตรงที่ว่าพิธีกรแต่ละคนมีจุดยืนที่ไม่เหมือนกัน และเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคม โดยเฉพาะคุณหว่อง พิสิษฐ์ กีรติการกุล ได้พูดในรายการว่ามีข่าวลือมากมายว่าเป็น การจัดฉากที่ NBT” ทำให้ผมและสังคมไทยเลยต้องค้นหาความจริงต่อไปว่าอะไรเกิดขึ้น

      อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ทางการเมืองคงจะดำเนินต่อไปแต่ขอให้ใช้วิธีการที่ปราศจากความรุนแรง หวังว่าภายใน 2 – 3 วันเหตุการณ์ที่หลายคนวิตกว่าจะรุนแรงคงมีทางที่จะประนีประนอม เพราะในประวัติศาสตร์ของไทยเมื่อมีวิกฤตก็ต้องมีโอกาส ต้องพยายามหาทางออกให้ได้

      ผมเลยขอเน้นว่าสังคมไทยปัจจุบันคงต้องใช้สติปัญญามีเหตุผลแก้ปัญหา และหันมาหาทางลดความขัดแย้งให้ได้

      อีกประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ การที่คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และเป็นสังคมการเรียนรู้ สังคมไทยคงจะดีขึ้น ต้องพัฒนาการศึกษาของคนไทยทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ดีขึ้น ก็หวังว่าจะเป็นบทเรียนราคาแพง คนไทยต้องมองในแง่บวกไว้ และอย่าตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ต่าง ๆ จนเกินไป

 

      อาทิตย์นี้ ผมภูมิใจมากที่ได้ทำงานเกี่ยวกับการสร้างทุนมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ริเริ่มที่จะสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรระดับกลางกว่า 4,000 คน (ใช้งบประมาณ 4 ปี รวม 120 ล้านบาท) โดยจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “Learning Organization Awareness” ได้เชิญผมไปบรรยายและเป็นโค้ชในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทั่วประเทศ รวม 12 ครั้ง ดังต่อไปนี้

·       ครั้งที่ 1 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 จ.เชียงราย

·       ครั้งที่ 2 วันที่ 10 มีนาคม จ.นครนายก

·       ครั้งที่ 3 วันที่ 21 มีนาคม 2551 จ. อุดรธานี

·       ครั้งที่ 4 วันที่ 3 เมษายน 2551 จ.พระนครศรีอยุธยา

·       ครั้งที่ 5 วันที่ 25 เมษายน 2551 จ.ประจวบคีรีขันธ์

·       ครั้งที่ 6 วันที่ 13 พฤษภาคม 2551 จ. นครศรีธรรมราช

·       ครั้งที่ 7 วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 จ.หาดใหญ่

·       ครั้งที่ 8  วันที่ 6 มิถุนายน 2551 จ.เพชรบูรณ์   

·       ครั้งที่ 9  วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 จ.อุบลราชธานี

·       ครั้งที่ 10  วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 จ.นครราชสีมา

·       ครั้งที่ 11 วันที่ 7 สิงหาคม 2551 จ.กาญจนบุรี

·       ครั้งที่ 12   วันที่  27 สิงหาคม  2551 จ.ชลบุรี 

      และเมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณอดิศร เกียรติโชควิวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาเป็นประธานในพิธีเปิด และรับฟังการสรุปงานทั้งหมดที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าการจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้จะต้อง

§       ความรู้ต้องทันสมัย สด และข้ามศาสตร์

§       ความรู้ต้องมีทั้งประสบการณ์และมีทั้งการหาความรู้ภายนอก

§       ต้องมีบุคลากรต้องมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ คือ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และแบ่งปันกัน เรียนเป็นทีม ลูกน้องก็กล้าที่จะแสดงออกอย่างสุภาพกับผู้บังคับบัญชา

ผมภูมิใจมากที่สามารถเป็นแนวร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และเชื่อว่าการทำงานที่ต่อเนื่องจะช่วยองค์กรได้อย่างดี โดยเฉพาะช่วย

§       การแก้ปัญหาแบบมีการใช้ความรู้อยู่ตลอดเวลา

§       ต่อสู้กับความไม่แน่นอน หรือสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา

§       สามารถช่วยค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจหรือสังคมเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

ที่น่าสนใจก็คือ การทำงานครั้งนี้จะมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง (Follow up) คือ ทุกคนที่เรียนจะได้เปิดโลกทัศน์ที่ประเทศจีน และเมื่อกลับมาแล้วต้องมาทำโครงการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ผมมีโอกาสได้เรียนท่านผู้ว่าฯ ว่าผมขอทำหน้าที่ต่อ คือ เป็นผู้ตรวจการความรู้ ซึ่งท่านเห็นชอบด้วย จะเป็นแนวร่วมและประเมินผลเอาบุคคลที่ได้ผ่านการเรียนรู้กับผมและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และนำองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศต่อไป

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่จะฝากไว้ ก็คือ รายการโทรทัศน์ คิดเป็น..ก้าวเป็น กับ ดร.จีระ ในวันเสาร์เวลา 23.00 – 23.50 น. ทาง TNN 2 (True Visions 08) ตอน Blue Ocean ของธุรกิจแปลหนังสือ ได้เชิญ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย พูดเรื่องการสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทยในเรื่องการแปลซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะการแปลให้ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องเข้าใจและต้องมีแรงบันดาลใจ อาชีพที่เกี่ยวกับการแปลเป็นอาชีพที่น่าสนใจ คุณดนัย ทำเป็นและทำสำเร็จ และน่าจะกระตุ้นให้คนไทยอีกมากมายที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเรียนรู้วิธีการแปลที่ถูกต้องเพื่อเป็นแนวทางไปสู่อาชีพที่น่าสนใจในยุคโลกาภิวัตน์ได้ต่อไป

                                                             ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์