ถ้าผมเป็นนักเรียนเก่าโยธินบูรณะผมไม่ยอมเด็ดขาด

 

            ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตาม บทเรียนจากความจริง ใน Blog ของผมที่ www.gotoknow.org/blog/chiraacademy และ www.gotoknow.org/blog/chirakm

นอกจาก website ของแนวหน้าแล้ว ผมหวังว่า Blog คงจะเป็นประโยชน์ อ่านเฉย ๆ ไม่พอต้องส่งความคิดเห็นมาด้วย เพราะสังคมการเรียนรู้ที่ดีต้องเรียน 2 ทางไม่ใช่ทางเดียว

            มีข่าวที่น่าปลื้มปิติก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักของเราได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.ธาริษา วัฒนเกส เรื่อง บทบาทของธนาคารชาติ เน้น:

§       รักษาวินัยทางการเงิน อย่าใช้เกินตัว (เศรษฐกิจพอเพียง)

§       รักษาความเป็นอิสระไว้ในนานที่สุด

            ผมจำได้ว่าสมัยพ่อผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ อย่าว่าแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มาแทรกแซงงานของธนาคารชาติ แม้แต่นายกรัฐมนตรี ชื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยังให้อาจารย์ป๋วยดูแลอย่างมีอิสระ และมีความแข็งแกร่ง และมรดกทางความคิดดังกล่าวมีส่วนช่วยให้การเงินและการคลังของประเทศสามารถอยู่รอดในระยะยาว สร้างทุนทางความยั่งยืน หมายความว่าสิ่งที่อาจารย์ป๋วยได้สร้างไว้มิได้ทำลายความน่าเชื่อถือของคนต่อธนาคารชาติในระยะยาว แต่ในทางตรงกันข้ามกับสร้างความเป็นอิสระไว้ และเป็นที่พึงของประชาชน

            ที่น่าสนใจ ก็คือ รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังพยายามที่จะเข้ามามีบทบาททางนโยบายการเงินเหนือธนาคารชาติ ซึ่งจะเกิดอันตรายเพราะรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มองโครงการใหญ่ ๆ มาเพื่อสร้างคะแนนนิยมอยู่เสมอ จึงเป็นที่วิตกของคนไทยที่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ดีอย่างน้อย 2 เรื่อง

§       การบริหารและดูแลกองทุนสำรองซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวนมาก ประมาณกว่า 103.1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ  ยุครัฐบาลนายกฯ ทักษิณ และรัฐบาลปัจจุบันฉลาดในนโยบายต่าง ๆ เพราะมีความสามารถในการบริหารนอกกรอบ เล่นแร่แปรธาตุเสมอ อะไรที่เป็นทรัพยากรของชาติ ก็นำการเมืองมาใช้ ประโยชน์โดยมากก็จะเน้นโครงการใหญ่ ๆ (Mega Project) เพื่อประชานิยม

                  มีหลายคนบอกผมว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันมีความมุ่งมั่นที่จะตั้ง      คณะกรรมการธนาคารชาติโดยไม่ฟังเสียงใคร ก็อาจจะเป็นยุทธวิธีแรกที่จะเข้าไปมีส่วนบริหาร        กองทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งต้องดูกันต่อไป

§       ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นห่วง คือ นโยบายการขยายตัวของการใช้จ่ายเกินตัว โดยเฉพาะทำงบประมาณแผ่นดินขาดดุล ซึ่งถึงแม้ว่ารายรับจะมากขึ้น แต่การขาดดุลมาก ๆ กว่า 3 แสนล้านบาทแล้ว ก็จะสร้างปัญหาในอนาคตได้ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลจะวิตกคะแนนเสียงของคนทุกระดับแทนที่จะช่วยคนจนอย่างเดียว กลับมาลดภาษีสรรพสามิตช่วยคนชั้นกลางและสูง ทำให้ใช้น้ำมันราคาถูกเกินความจริง ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันโลกลดลงมากจาก 147 มาอยู่ประมาณ 115 – 120 ดอลล่าร์ต่อบาเรล ผมไม่ประทับใจวิธีการแบบนี้ เพราะทำให้นิสัยคนไทยเคยชินกับการใช้ของถูกและไม่ประหยัดทรัพยากร  

            แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติและผู้บริหารก็คงจะต้องปรับคุณภาพของทุนมนุษย์ของธนาคารชาติซึ่งเป็นนักเรียนทุนมากมาย และผมพูดไว้ว่าระดับรองผู้ว่าฯ เกือบทุกคนเป็นลูกศิษย์ของผมที่ธรรมศาสตร์ การพัฒนาทุนมนุษย์ก็คือ

§       Core Competency (สมรรถนะหลักหรือแก่น) เรื่องการเงิน เศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะต้องทำต่อไป

§       แต่ควรจะมองไปถึง Competency เรื่องอื่น ๆ เช่น

§       Functional Competency ซึ่งอาจจะหมายถึงความรู้ และทัศนคติ หรือการปรับ Mindset

§       Organizational Competency คือ สมรรถนะที่จะอยู่ร่วมกับองค์กร เช่น วัฒนธรรมองค์กร การทำงานเป็นทีม หรือการบริหารความขัดแย้งและการเจรจาต่อรอง

§       และสุดท้ายก็คือ ให้ความเข้าใจถึงนโยบายการเงินที่กระทบต่อสังคมระดับรากหญ้าด้วย เพื่อให้พันธมิตรของธนาคารชาติขยายตัวและเกิดพลังที่แท้จริง

      ประเด็นที่สองที่จะพูดวันนี้ คือ เรื่อง การสร้างที่ตั้งแห่งใหม่ของสภาฯ ซึ่งท่านนายกฯ สมัครก็ได้แสดงภาวะผู้นำได้ดี คือ กล้าตัดสินใจ แต่ผมคิดว่าความกล้ากับการกล้าที่มีการตัดสินใจ (Judgment) ที่เป็นที่ยอมรับของสังคมจะไม่เหมือนกัน

      และยิ่งไปกว่านั้น ยังย้ายโรงเรียนโยธินบูรณะออกไป ถึงแม้ว่าจะบอกว่ามีเงินให้สร้างใหม่แล้วไม่พอใจอีกหรือ?

nn23.8.08_1

            

กลุ่มนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะยืนถือป้ายประท้วงหน้ากระทรวงศึกษาธิการไม่ยอมให้รัฐบาลใช้สถานที่ของทางโรงเรียนก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ (ภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post)

 

             ท่านผู้อ่านลองคิดดูนะครับ โรงเรียนเก่าของใคร ๆ ก็รัก ผมแปลกใจที่ไม่มีนักเรียนเก่าของโยธินบูรณะกล้าออกมาพูดบ้าง ลองนึกเล่น ๆ ว่า หากมาย้ายโรงเรียนเทพศิรินทร์ของผม เรื่องใหญ่แน่นอน หรือลองคิดเล่น ๆ ว่า คุณสมัครจะย้ายเซนต์คาเบรียลของท่านหรือไปแตะสวนกุหลาบดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม  คงต้องให้กำลังใจน้อง ๆ โยธินฯ ต่อไปว่า ต้องรักษาและหวงโรงเรียนเก่าของเราไว้ ให้มากที่สุด

            ก่อนจบ ผมมีหนังสือดีมาให้พิจารณา

nn23.8.08_2

หนังสือ เรื่อง the new age of Innovation แต่งโดย C.K. Prahalad และ M.S. Krishn

 

§       เรื่องแรก คือ ผมได้รับหนังสือดี ๆ จาก Mc Graw-Hill เสมอ เพื่อมาแนะนำให้แฟนรายการโทรทัศน์ หนังสือเล่มล่าสุด เขียนโดย C.K. Prahalad เกี่ยวกับ Innovation หนังสือเล่มนี้เป็นการวิจัยในตะวันตก แต่ก็มีประโยชน์ต่อคนไทยในหลาย ๆ เรื่อง เช่น

 

                                   ทฤษฎี  N=1, R=G

หมายความว่า Ideas ใหม่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากองค์กรภายในเท่านั้นแต่เกิดมาจากลูกค้า และไม่ใช่หลาย ๆ ลูกค้า เช่น อาจจะมีลูกค้า 1 คนเท่านั้นที่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้า การบริการ หรือการดูแลลูกค้า การบริหารจัดการ  ต้องเป็นสิ่งที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ องค์กรต้องนำมาปฏิบัติ และทำงานคู่กัน  พันธมิตรกัน แต่ Prahalad เรียกว่า Co-Creator คือ คู่คิด ด้วยระบบ Buddy ที่ผมทำอยู่

และอีกแนวหนึ่งก็คือ R=G สิ่งเหล่านี้ดีสำหรับคนไทย G อาจจะถูกมองว่า ระดับระหว่างประเทศ แต่สำหรับผม G คือ ทรัพยากรที่อยู่นอกองค์กรของเรา และเราควรจะนำมาใช้  และอาจจะเชื่อมโยงกับต่างประเทศ Prahalad บอกว่า ทำได้ ในระดับต่างประเทศ เพราะเรามี IT ที่เชื่อมโยงโลกได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนไทยส่วนมากจะมอง  Inword  looking คือมองข้างใน แต่ไม่ชอบมองข้างนอก เพราะอ่านหนังสือน้อย ขาด Networking ครับ

 

จีระ หงส์ลดารมภ์