สวัสดีครับ....คุณครูอ้อยครับ...แวะมาเยี่ยมครับ พอดีเจอคำถาม เลยขอแลกเปลี่ยนด้วยคนครับ....
1. วิตกจริต เป็นโรคหรือไม่ ทางโลกไม่ทราบครับ(เป็นหรือไม่ก็ไม่แน่ใจครับ) แต่ทางธรรม อาการวิตกจริต เป็นจริตหนึ่ง ใน 6 จริตซึ่งทุกคนมีครับ ถือเป็นปกติครับ
2. ที่กล่าวมานี้ หญิงคนนี้ ใช่เป็น วิตกจริต หรือไม่...เป็นครับ แต่ไม่ผิดปกติครับ
3. คนข้างเคียง มีส่วนที่ทำให้หญิงคนนี้ เป็นแบบนี้หรือไม่...ทางธรรมบอกว่า จริตนั้นเกิดได้จากบุคคลนั้นเกิดเอง (จากการสัมผัสทางกายและทางใจครับ)อาจจะเป็นจากสิ่งแวดล้อม(บุคคล,สังคม,ธรรมชาติ)ตอบว่าอาจเป็นได้ครับ
4. น่าจะเป็นที่นิสัย จู้จี้ ขี้บ่น ของหญิงคนนี้ หรือไม่ ...นิสัยเป็นพื้นฐานจิตของแต่ละบุคคล ถ้าเราคิดว่า เป็นมุสาวาทา (ศีลข้อ 4)หรือเปล่าครับ(พูดเท็จ,พูดเพ้อเจ้อ,พูดคำหยาบ,พูดส่อเสียด)ถ้าใช่ก็ไม่พูดครับ.. แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไรครับ(อนุญาตไว้ท่านหนึ่งครับ)
5. หากเป็น ทำไมเพิ่งจะมาเป็นตอนนี้ นิสัยนี้น่าจะเป็นมาตั้งนานแล้ว...เป็นก่อนเป็นหลังไม่แปลกครับ เพราะว่าถ้าไม่ผิดศีลก็ไม่น่าจะเป็นห่วงครับ
6. หาทางแก้ไข หาทางบรรเทา ได้อย่างไร..ถ้าเป็นหลักการทั่วไป การไม่พูดก็ทำให้อยู่คนเดียว(ไม่ถูกต้องครับ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องมีเพื่อนครับ)คงใช้คำว่า"ควบคุม"ดีกว่ามั้งครับ...คติคือ "อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมวลมิตรระวังคำพูด" ครับ...ทางธรรมอาจจะยากไปสำหรับกรณีผู้ไม่เคยปฏิบัติครับ....เพราะวิธีการแก้ไขคือ เพ่งวรรณะกสิน ครับ(ไม่ต้องรู้มากหรอกครับ)
7. คนรอบข้าง มีส่วนทำให้หนักขึ้น หรือ บรรเทาได้หรือไม่...ไม่ได้ครับเป็นเรื่องของความเข้าใจเสียมากกว่า ...ลูกเข้าใจแม่ ก็จะไม่ว่าไม่โต้เถียง ..แต่จะพาไปเที่ยว พาไปออกกำลังกายให้เหนื่อย..สามีที่เข้าใจภรรยาก็จะดูแลภรรยาเพิ่มขึ้น ..ลดงานตัวเองลงเพื่อภรรยาจะได้ช่วยงาน..จะได้คิดหาวิธีบรรเทาอาการดังกล่าวได้ครับ เป็นการบรรเทา แต่ถ้าต่างคนเอาแต่ใจเข้าหากัน ก็ตัวใครตัวมันก็กัน คุณครู...