ขออนุญาตแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยในฐานะเคยเรียนในโรงเรียนเอกชน  เป็นครูโรงเรียนของรัฐที่พบนักเรียนจากโรงเรียนเอกชน  และโรงเรียนของรัฐ  ในมุมของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

เมื่อสองปีก่อนได้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งสอนมากว่า 10 ปี  พบว่า  นักเรียนที่มาจากชั้นอนุบาล  มี 2 พวก คือมาจากอนุบาลเอกชนและอนุบาลของรัฐ(ที่อื่นและโรงเรียนตัวเอง)

มีความลำบากมากในระยะแรกที่ได้สอนชั้นป.1 เพราะความไม่เท่ากันของประสบการณ์  กล่าวคือ  เมื่อครูสอนเนื้อหาเพื่อนำเข้าสู่การเรียนเรื่องใดๆก็ตาม  นักเรียนที่มาจากเอกชนจะพูดว่า  เคยเรียนแล้ว...

แต่นักเรียนที่มาจากรัฐ  จะนั่งมองตาปริบๆ

ครูผู้สอนต้องละลายพฤติกรรม  โดยการใช้วิธีการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร  นักเรียนทุกคนได้ปฏิบัติจริงด้วยการสนทนา  ร้องเพลง  เล่นเกม  แล้วจึงเข้าสู่การฟัง พูด อ่านและเขียน  จึงลดปัญหานี้ลงไปได้

จากการสังเกต  นักเรียนที่มาจากโรงเรียนเอกชน  จะไม่ค่อยกล้าแสดงออก  ไม่มีความพร้อมของกล้ามเนื้อ  เส้นสายลายมือไม่หนักแน่น  ขีดเขียนเก่งก็จริง  พูดเป็นนกแก้ว  นกขุนทอง  ไม่ครบกระบวนการของการรับรู้  หมายถึง  พูดได้  เขียนได้  แต่ยังขาดการวิเคราะห์  คิดไม่ค่อยเป็น  แก่งแย่งชิงดี  ขี้ฟ้อง(พ่อแม่)

แต่นักเรียนที่มาจากรัฐ  ช้ามากในการรับรู้  ต้องให้แรงเสริมอยู่เสมอ  หมั่นถามและให้ความใกล้ชิดด้วยการสัมผัสทางกาย  สภาพทางร่างกายมีความมั่นคงทางอารมณ์  กล้าแสดงออก  มีความอดทน  ทำงานได้รวดเร็ว  ไม่ทิ้งงานกลางคัน   รับผิดชอบดี

ดิฉันก็ตามไปดูการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัย(อนุบาล 4 ขวบ)  หมายถึงเรียน 2 ปี จึงจะได้ขึ้น ป.1

ครูใช้วิธีการเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ  ไม่เน้นวิชาการ  แต่เสริมบ้างเล็กน้อย  นักเรียนได้ปั้นดินน้ำมัน  วาดภาพ  ระบายสี  มีกิจกรรมตามมุมสันทนาการ  ได้วิ่งเล่นที่สนามอย่างมีความหมาย  มีการทำงานเป็นกลุ่ม  รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี  นอนกลางวัน  เก็บที่นอนเข้าที่ด้วยตนเอง  ฝึกการมีสมาธิ  เวลาเรียนเงียบมาก  ไม่มีเสียงจอแจ  นักเรียนมีสมาธิสูง (ไม่ทราบที่อื่นเป็นอย่างไร)

ดิฉันก็สังเกตนะคะ เพราะตัวเองสอนด้วยความลำบากมาก  และที่สำคัญคือ  ตัวเองเคยเรียนในโรงเรียนเอกชน  จะย้ำเน้นการท่องจำ  ท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมาย  โรงเรียนเอกชนเขามีจุดขายอยู่ตรงนี้  ซึ่งชนะใจผู้ปกครอง  จึงส่งบุตรหลานเข้าเรียนในชั้นปฐมวัยที่โรงเรียนเอกชน  เพราะมีคิดว่ามีพื้นฐานการเรียนอย่างแน่นหนา  ก็คงจะจริง  แต่การเรียนหนักย่อมมีการล้า  และส่วนใหญ่ก็ล้าจริงๆ  นักเรียนในวัยนี้ยังต้องการเล่น  ต้องการบรรยากาศที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง  ดังนั้นครูในระดับนี้จึงจัดการเรียนการสอนที่เหมือนบ้าน  เช่น  ทำกับข้าว  ทำงานบ้าน  เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องในชีวิตประจำวัน  นำกลับไปใช้ที่บ้าน  เท่าที่สังเกต  นักเรียนมีความสุข

เราเป็นครู  ก็มีความมุ่งหวังให้นักเรียนเป็นผลิตผลที่  ดี  เก่งและมีความสุข  ควบคู่กันไป

โอกาสหน้าจะเล่าสู่กันฟังอีก  ขอบคุณค่ะ  บันทึกนี้ดีจริงๆ