สวัสดีครับ,
แวะมาทักทายในเช้าที่ฟ้าเปิดแต่ก็มีกลิ่นอายของละอองฝนที่จากหายไปในค่ำคืนที่ผ่านมา
อ่านบันทึกนี้แล้ว ราวกับได้กลับไปนั่งเรียนในช้นประถม ความทรงจำเกี่ยวกับการท่องจำในเรื่องภาษาไทยยังก้องดังอย่างไม่รู้จบ หลายคนบอกว่าภาษาไทย ยากและยากจนไม่อยากให้ลูกให้หลานได้เรียนในวิชา หรือสาขาเหล่านี้
ถึงแม้เราอาจเคยตกเป็นเมืองขึ้นของเพื่อนบ้านมาบ้างแล้ว, แต่เราก็ยังทระนงที่มีภาษาเป็นของตัวเอง ...
การท่องจำ คงไม่ได้เปล่าประโยชน์ต่อการเรียนรู้เสมอไป ซึ่งกระบวนการเช่นนั้น ช่วยให้เราได้รู้ถึงข้อมูลเพื่อนำไปสู่การตีความ
ผมเองยังนึกถึงการสอนหนังสือผ่านเพลงต่าง ๆ ที่ให้รายละเอียดอันเป็นสาระได้ไม่แพ้การเรียนในแบบเรียน เช่น ... วันเข้าพรรษา, วันลอยกระทง หรือแม้แต่วันมาฆบูชา ซึ่งทุกวันนี้ถามเด็ก ๆ แล้วพวกเขามักจะบอกว่า "ไม่เคยได้ยิน.."
....
ครั้งหนึ่งเคยสอนหนังสืออยู่กรุงเทพ ฯ ...
วันนั้นพูดถึงเสียงฝนตก ... ผมอธิบายถึงเสียงฝนในเชิงภาษาศาสตร์ให้นักเรียนฟังว่าดัง "จั๊ก ๆ..."
แต่ก็ไม่วายที่จะบอกว่าอีสานบ้านผม เสียงของสายฝนแตกต่างกันมาก บางทีตกดัง "เปาะแปะ" หนักหน่อยก็ "ฮึ่ม ๆ " ราวกับฟ้าร้อง แต่ที่แน่ชัดประการหนึ่งก็คือ ระยะต้นฝนมักจะมาเม็ดใหญ่ จากนั้นก็เล็กลง ๆ และกลายเป็นสายเส้นโปรยมาจากฟ้าสูง
.....
ขอบคุณครับ...