ศ.ดร.จีระ : มันก็เป็นการเชื่อมโยง แต่ว่าจำนวนยังไม่พอ แล้วผมยกตัวอย่าง เด็กรับใช้ที่บ้านหรือผู้ช่วยแม่บ้านที่บ้านผม ก็เป็นคนอิสาน แต่ผมรับประกันได้เลย ที่บ้านผมนี่ เขาเข้าใจ เขาเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์เป็นไง คือคำว่ามาอยู่กรุงเทพฯ นี่ มันไม่ได้มาทำงานอย่างเดียว เพราะว่าคนกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งที่เปลี่ยนมาเป็นคนชั้นกลาง ก็คือคนรากหญ้าในอดีตใช่ไหม ลูกหลานคนรากหญ้า แต่จำนวนมันไม่พอ จำนวนยังไม่พอ ที่จะเห็นว่าการเมืองเป็นยังไง จะไปในทิศทางไหน เราก็ต้องมียุทธศาสตร์ที่จะต้องเข้าใจ

ลูกศิษย์ผมท่านหนึ่ง ท่านก็เลยยกตัวอย่างว่า หนึ่งคนชั้นกลางก็คงจะต้องเริ่มนึกถึงคนรากหญ้าด้วย สองต้องเอาปราชญ์ชาวบ้าน ต้องเอาพระ ต้องเอานักวิชาการมาทำงานร่วมกัน แล้วก็ต้องเป็นกระแส ต้องปลุกกระแสขึ้นมา ไม่ใช่ทำเล็ก ๆ บางทีก็ได้ประโยชน์แค่พันคน สองพันคน ต้องเป็นกระแสที่ทำแล้วได้ผล อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของสังคมในเมือง คราวนี้ในเมืองต่างคนต่างอยู่ จีรวัฒน์ลองสังเกตดู เป้าหมายของพ่อแม่ พอมีลูกแล้วก็จะให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนประถมดี ๆ เสร็จแล้วเรียนมัธยมได้ดี เสร็จแล้วเรียนมหาวิทยาลัยได้ดี แล้วเสร็จแล้วคนปกครองเราที่ไม่ทันกับโลกาภิวัตน์ หรือทันแต่ว่าเรารู้ไม่เท่าทันเขานี่ ก็ไม่รู้จะมีคนเก่งไปเพื่ออะไร

ฉะนั้นประเทศของเราก็ต้องมีศักดิ์ศรีอยู่ในโลกด้วยความสง่างาม เอาความรู้.. คือผมไม่ได้บอกว่ารากหญ้าไม่สำคัญ แต่ว่าเราจะต้องผสมกันระหว่างคนที่มีความรู้.กับคนที่... คือตอนนี้ไม่อยากให้ปริมาณเป็นตัวกำหนดทิศทางของการเมืองเรา เราไม่ต้องบอกว่ารอไปสักพักหนึ่งเถอะ โครงสร้างประชากรก็คงจะเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนจริงนะท่านผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ตัวเลขคนอยู่ในภาคเกษตรนี่ สมัยผมสอนใหม่ ๆ เคยถึง 70 % สมัยจีรวัฒน์เรียนกับผมก็เห็นแล้ว trend มันจะลงมาเหลือประมาณ 45 แต่ 45 คนในภาคเกษตรยังสูงอยู่นะ สูงมากเลยสำหรับประเทศที่มีความเจริญแบบไทย

ท่านก็เห็น ท่านผู้ฟังก็เห็น พอเกษตรทำท่าจะดี คนที่ได้ประโยชน์กลับไม่ใช่ภาคเกษตร กลับเป็นนายทุนขุนศึกไป ผมก็เลยเขียนบทความขึ้นมาว่า คนชั้นกลางกับรากหญ้า แล้วผมดู rating ของบทความผมคราวนี้จาก web ของแนวหน้า ปรากฏมีคนเห็นด้วยหลายคน แล้วก็มันไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นนักการเมือง เพียงแต่ว่าเราอยากจะมีความเชื่อมโยงกัน ระหว่างภาคชนบทกับภาคเมือง อย่าไปแยกกัน เหมือนที่อาจารย์เอนกเคยพูดเลยนะ สองขั้วอะไรอย่างนี้ มันไม่น่าจะมีขั้ว เพราะว่าคนในกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งที่เป็นคนชั้นกลาง ก็อดีตก็เป็นคนต่างจังหวัด อย่างพ่อผมก็สุนทร หงส์ลดารมภ์ ก็เป็นคนต่างจังหวัด คนนครสวรรค์

แต่วันนี้เขามีความคิดไปเรียนหนังสือ ความคิดเขาก็ต้องทันสมัย ต้องมอง มองทันสมัย เหมือนปัญหานี้ มันคล้าย ๆ ปัญหาที่พม่า แต่ของเรารุนแรงน้อยกว่า คนพม่า คนที่คุมคือ คนที่มีปืน แล้วก็มีอำนาจทางการเมือง ตรงนี้ก็เหมือนกัน ประชาธิปไตยก็คือการเลือกผู้นำ ถ้าจำนวนของคนในภาคอิสาน ภาคเหนือมากกว่า เราก็จะปล่อยอย่างนี้ไปไม่ได้ เราก็ต้องเข้าไป intervene เพื่อให้คนเหล่านี้เขาได้รับความรู้ คือจริง ๆ แล้วคือ Education แต่ว่าเป็น Education ที่มันเร็วหน่อย อย่างในสิงคโปร์เขาเรียกว่า Investing for the learning nation ใช่ไหม เขาคนเขาน้อย เขาก็จะ learning ไปให้สิงคโปร์นี่เป็นโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าในเมืองไทย ขอให้คนเหล่านี้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น เข้าใจการเปลี่ยนแปลง เข้าใจว่าระยะสั้นมันคืออะไร ระยะยาวคืออะไร ไม่งั้น 500 พันหนึ่ง เขาก็ถือว่าคุ้มแล้ว สำหรับประเทศผมว่ามันไม่คุ้ม

พิธีกร : ครับ เราคงมาต่อในสัปดาห์หน้าครับ อาจารย์ครับ เพราะว่าเวลาหมดแล้ว

ศ.ดร.จีระ : ครับ

พิธีกร : ขอบพระคุณ อาจารย์ครับ ครับแล้วพบกันใหม่ได้ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับ