สวัสดีครับ.....คุณครูอ้อยครับ
หนังพึ่งเนื้อ เนื้อพึ่งเอ็น เอ็นพึ่งกระดูก ....ต้องอาศัยซึ่งกันแล้วกัน เหมือนกับการที่ภิกษุจาริกไป ป่าชัฎ (ป่าช้า) หรือคามวาสี(บ้านคน) ถ้าป่าช้านั้นหรือบ้านเรือนนั้น ภิกษุเข้าไปอยู่ ไม่เกิดสมาธิ จิตหวั่นไหว ทำให้ตกซึ่ง กายสมาจาร วาจาสมาจาร มโนสมาจาร ไม่สามารถรักษาศึล พรหมจรรย์ สติ ปัญญา ให้มั่นคงได้ ถึงแม้ว่าจะบริบูรณ์ด้วย บิณฑบาตร ,จีวร,เสนาสนะ,คิลานปัจจยะ พระพุทธองค์ กล่าวว่าไม่สมควรอยู่ ให้หลีกหนีให้ไกล....
แต่ถ้าป่าช้าหรือบ้านเรือนนั้น ภิกษุเขาไปอยู่แล้ว จิตที่ไม่เกิดสมาธิ พลันเกิดสมาธิ ไม่หวั่นไหว ทำให้บังเกิดซึ่ง กายสมาจาร วาจาสมาจาร และมโนสมาจาร สามารถรักษาศีล รักษาพรหมจรรย์ รักษาสติ รักษาปัญญาไว้ได้ ถึงแม้ว่าจะหายากซึ่ง บิณฑบาตร,จีวร,เสนาสนะ,คินาปัจจยะ พระพุทธองค์ กล่าวว่าสมควรอยู่ในสถานที่นั้นต่อไป ..
สรุปว่า สมาธิไม่ดีเปรียบได้กับหนังที่ไม่ดี ย่อมไม่เป็นที่พึ่งของเนื้อได้ จนเนื้อเน่า เนื้อไม่ดีย่อมไม่เป็นที่พึ่งของเอ็นได้ และเอ็นไม่ดีก็ไม่เป็นที่พึ่งของกระดูกได้ครับ .....อาการดังนี้ เมื่อถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลท่านเลาะออกหมดครับ คุณครูครับ