ศ.ดร.จีระ : ก็รายการโทรทัศน์ตอนนี้ก็มีแขกที่เรียกว่ามีประสบการณ์นะ เพราะว่าเราก็มี เขาเรียกอะไรนะ ผู้บริหารโรงเรียนเยอะ ผู้บริหารโรงเรียนแบบอังกฤษซึ่งผลิตบุคลากร ความจริงคุณแม่ของคุณปิยสวัสดิ์ก็เรียนที่นี่ด้วย ผมก็ไม่นึกว่าคุณหญิงชฎา ท่านจะเรียนที่นี่
คุณหญิงชฎาท่านจบที่นี่ก็ไปต่อที่ Cambridge ด้วย ก็ถือว่าโรงเรียนมัธยมอังกฤษ ก็เป็นรูปแบบที่ดี ข้อดีของเขาคือ เขาปรับตัว แล้ว 154 ปีนี่ เขาก็บอกว่า เด็กรุ่นใหม่นี่ บางทีเราก็เปลี่ยนแปลงเขาทุกอย่างไม่ได้ เพราะเขาก็มาตามกระแส อย่างเช่น จะพูดถึงเด็กวัยรุ่นบางคนบ้าคลั่ง Internet บางคนอายุไม่ถึง.. ยังไม่จบเลย มีเครื่อง computer ที่บ้าน 3 เครื่องอย่างนี้ แล้วก็วัยรุ่นคงจะไปตามกระแส แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้รู้ว่า เก่งยังไงก็ต้อง care สังคม อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม อะไรอย่างนี้ จีรวัฒน์ ซึ่งท่านพูดเยอะ บอกว่ายุคใหม่นี่ ถ้าเราไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมนี่ เราก็ไปไม่รอด อย่างที่ครั้งหนึ่งเราพูดถึง Big story D.Jeffrey Sachs อย่างนี้ D.Jeffrey Sachs มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งแล้วออกมา ชื่อ The Common Wealth
Common Wealth เขาบางทีก็ไปพูดถึงอะไรนะ สหราชอาณาจักร แปลว่าอังกฤษรวมไปหมด ความจริงคำว่า Common ก็คือ ทรัพยากรของโลก Wealth นี่เป็นของทุกคน ซึ่งหนังสือระดับ Global นี่ ไม่มีใครเก่งเท่าคุณ Jeffrey Sachs แล้วก็จีรวัฒน์ลองคิดดู เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมสิ่งแวดล้อมโลกอีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ มีข่าวน้อยมากเลย เพราะว่าคนไทยลืมไปแล้วเรื่องภาวะโลกร้อน อะไรอย่างนี้ สนใจแต่เรื่องอะไรนะ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไหม จะแก้ยังไง ยุบพรรคไหม ท่านผู้ฟังสังเกตนะครับ บางทีผมกับจีรวัฒน์ก็ไม่ได้เอาเรื่องร้อน ๆ มาคุยกันเท่านั้น แต่ว่าก่อนที่จะไปถึงเรื่องภาวะผู้นำของคุณ Obama นี่ ซึ่งผมอยากให้ท่านผู้ฟังได้มีโอกาสได้เอาไปคิดต่อ ผมก็อยากจะพูดถึงบทความผมในแนวหน้า อาทิตย์นี้นิดหนึ่ง
เผอิญผมไปอ่านข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านได้โปรดเกล้าฯ องคมนตรีอีก 3 ท่าน ท่านแรกก็คือ ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านไปเป็นนายกฯ ท่านก็ต้องลาออก แล้วก็กลับมา อีกท่านหนึ่งก็เป็น เผอิญผมรู้จักท่านดีว่าท่านเป็นอดีตประธานศาลฎีกา คือคุณชาญชัย ลิขิตจิตถะ แล้วก็ตอนที่ผมไปเป็น ได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลยุติธรรมนี่ ท่านก็อยู่เป็นประธานอยู่ด้วย ประธานตุลาการศาลยุติธรรม และอีกท่านหนึ่งก็คือ คุณศุภชัย ภู่งาม ก็เป็นประธานศาลฎีกาเหมือนกัน
ผมก็เลยเขียนว่า อาจจะเป็น.. ในเมืองไทยข่าวโปรดเกล้าฯ องคมนตรี จะไม่ฮือฮาเท่ากับเป็นรัฐมนตรีใช่ไหมจีรวัฒน์
พิธีกร : ครับ
ศ.ดร.จีระ : แต่ว่าผมว่าอันหนึ่งที่เราน่าจะเรียนรู้ก็คือ คนที่จะได้รับคัดเลือกเป็นองคมนตรีนี่ อย่างน้อยต้องผ่านประวัติอันโชกโชนนะ มีประสบการณ์ นอกจากเก่งแล้ว ยังต้องเป็นคนดีด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงคุณธรรมจริยธรรม บางทีเราก็คิดว่าพระต้องเทศน์ อะไรอย่างนี้ จริง ๆ แล้วคุณธรรมจริยธรรมเกิดมาจากการสะสม ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ระยะยาว แล้วก็ถ้าพระเจ้าอยู่หัวท่านตัดสินใจเลือกบุคคลเหล่านั้นเป็นองคมนตรี ผมคิดว่า มันส่งสัญญาณให้เห็นว่า คุณธรรมจริยธรรมมันเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เวลาเราพูดถึงองคมนตรี เราก็จะมีความรู้สึกชื่นชม เผอิญก่อนหน้านั้น เพื่อนผมคนหนึ่งก็ได้รับเลือกเป็นองคมนตรี เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกันที่เทพศิรินทร์ ก็เป็นอดีตประธานศาลฎีกาเหมือนกัน ฉะนั้นในบทความผมก็เลยให้ข้อสังเกตไปอันหนึ่งว่า
ทำไมประธานศาลฎีกาไม่ได้เป็นทุกคน บางคนเป็น บางคนไม่เป็น ก็แสดงว่า โดยลึก ๆ แล้ว คำว่า คุณธรรมจริยธรรมก็เป็นสิ่งที่ประจักษ์ในความเห็นของพระองค์ท่าน ฉะนั้นก็เลยอยากจะให้วันสงกรานต์ ก็คิดในด้านความดีเยอะ ๆ ใช่ไหมจีรวัฒน์ ความเก่ง เก่งการเงิน การตลาด อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นสิ่งจำเป็น ประเทศก็ต้องขยายตัวต่อไป ลึก ๆ แล้วประเทศจะอยู่ได้ ก็คือต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับข่าวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะว่าเรามีองคมนตรี ก็เปรียบเสมือนที่ปรึกษาของพระองค์ท่าน ใครที่จะได้รับคัดเลือกเป็นองคมนตรีนี่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่ได้รับโปรดเกล้าฯ จากคุณลักษณะที่พิเศษ เพราะถ้าเป็นการเมืองก็มาจากคะแนนเสียงบ้าง อะไรบ้าง มันก็จะเป็นส่วนหนึ่ง สังคมนี้มันก็ต้องมีความหลากหลาย ก็ต้องคิด คนไทยก็ต้องคิดให้รอบคอบว่า อะไรเป็นอย่างไรในสังคม ก็ผมเองนำเสนอในประเด็นเล็ก ๆ ให้ท่านผู้ฟังได้นำไปคิดต่อ
คือรายการของเราจะช่วยเรื่องการทำงานด้วย จะช่วยเรื่องสังคมด้วย ช่วยให้เรามีปัญญา แล้วก็เป็นความรู้ที่ทันเหตุการณ์
พิธีกร : ครับ ก็วันนี้ Big story ที่อาจารย์เตรียมมาฝากทุกท่านด้วยกันนะครับ ก็เป็นเรื่องราวจากหนังสือ Dreams from My Father , the story of Race and Inheritance ของคุณ Barack Obama
ศ.ดร.จีระ : คืออันแรกก็คือ Race นี่เป็นเพราะว่า คุณ Obama แกเป็นผิวสีดำ ผิวดำของแก มันไม่ได้เป็นผิวดำของคน. คล้าย ๆ เป็นผิวดำที่เกิดใน.. เขาเกิดใน
พิธีกร : Honolulu ที่ฮาวาย
ศ.ดร.จีระ : ในอเมริกาก็จริง แต่คุณพ่อเขาไม่ได้เป็นผิวดำแบบย้ายมาตั้งเป็นร้อยปี เขาเป็นนักเรียนทุน คือชีวิตผม ผมเห็นนักเรียนทุนจากอัฟริกาเยอะ เป็นคนที่ใฝ่รู้ แล้วก็คุณพ่อเขาก็เป็นผิวดำที่มาจาก ผมเข้าใจว่ามาจากพื้นฐานที่ค่อนข้างจะเป็นสังคมของอัฟริกาในช่วงนั้น 1960 เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้เป็นคนอเมริกันมืด ซึ่งมาเป็นทาสสมัยเก็บอะไรนะ เก็บ cotton อะไรอย่างนี้ แล้วก็เติบโตขึ้นมา ฉะนั้นเขาก็มา เป็นคนที่ ข้อแรกก็คือ มีอุดมการณ์ เขามาเรียนที่ฮาวาย ก็ได้ทุนมา แล้วก็เผอิญก็มาแต่งงานกับคุณแม่ซึ่งเป็นผิวขาว เรื่องคุณแม่ ผมยังไม่พูดถึงวันนี้ แต่ให้เห็นว่าคุณ Barack Obama
ในหนังสือเล่มนี้ มันดีตอนที่ว่า เขาเขียนตอนที่ยังไม่คิดจะเป็นนักการเมือง เขาเองก็เป็นคนที่ใฝ่รู้เหมือนคุณพ่อเขา คุณพ่อเขานี่ประวัติเขาน่าสนใจ ท่านผู้ฟังครับ เพราะว่านอกจากเขาเป็นคนเรียนเก่งแล้ว พอเขาจบจากฮาวาย เขาก็ไปได้ทุนที่ Harvard นะ แล้วก็คิดว่า จบปริญญาเอกที่ Harvard แล้วแทนที่เขาจะเหมือนคนบางคน ที่จะหาเงินหาทองในอเมริกา เขามีอุดมการณ์มากเลยจีรวัฒน์ ที่จะกลับไปช่วยประเทศของเขา ฉะนั้นเขาก็เลยเป็นนักวิชาการที่มีจุดยืนค่อนข้างจะมาก และในที่สุดเขากับแม่เขาก็หย่ากัน
พิธีกร : ใช่ครับ
ฉะนั้นคุณ Barack Obama นี่ แกก็ไม่ได้รู้จักคุณพ่อแกมากนัก แต่ผมคิดว่าแกได้จิตวิญญาณ ฉะนั้นคนมีพ่อซึ่งมาจากสังคมอีกสังคมหนึ่งนี่ แล้วตัวเขาเอง ... ท่านผู้ฟังลองคิดดูสิครับ คนผิวดำจะขึ้นมามีบทบาทเป็น candidate แล้วเป็นที่ยอมรับของคนผิวขาวหรือคนผิวอื่น ๆ ในสังคมอเมริกัน แล้วก็โดดเด่น อายุแค่ 45 – 46
พิธีกร : 46 ครับ
ศ.ดร.จีระ : เขาก็ต้องมี background ที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นในหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขาอธิบายชีวิตของเขา ทั้งที่จริง ๆ แล้วตัวเขาเองไม่ได้อยู่ใกล้คุณพ่อเขาเลย แต่ว่าเขาได้เห็น อาจจะได้ฟังจากคุณแม่เขา ซึ่งคุณแม่เขา วันหลังผมจะเล่าให้ฟังเหมือนกัน ก็มีข่าวออกมาว่า Barack นี่ได้ 2 อย่าง ส่วนหนึ่งก็มาจากพ่อ ส่วนหนึ่งก็มาจากแม่ แต่หนังสือเล่มนี้ ก็ไปพูดถึงคำว่าเป็นผิวดำ อย่างบางทีมันมีคำว่า Neger อย่างนี้ แปลว่า มันดูถูก ฉะนั้นเขาก็จะเห็นชีวิต แต่ขณะเดียวกัน เขาเองเขาก็เป็นผิวขาวด้วย ใช่ไหม เพราะว่าคุณแม่เขาเป็นผิวขาว ฉะนั้นเขาก็เห็นอเมริกา ในลักษณะของ..